ห้ามพลาด! ช่วงเวลาดอกซากุระผลิบานในญี่ปุ่นปี 2016

เทศกาลชมดอกไม้ หรือในภาษาญี่ปุ่น คือ ฮานามิ (Hanami) เป็นเทศกาลที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือคนญี่ปุ่นเองตั้งตารอคอย เพื่อที่จะมาชื่นชมความงามของดอกซากุระสีชมพูที่ผลิบานเต็มต้น

280x420_growth_hormone_deficiency

ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก เที่ยวได้ตลอดทั้งปี การได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นของหลายๆ นอกจากจะได้เห็นวัฒนธรรม สังคม แฟชั่น และธรรมชาติ ถ้าพูดถึงธรรมชาตินอกจากภูเขาไฟฟูจิที่เป็น singnature แล้ว อีกหนึ่งสิ่งก็คือการได้ชมดอกซากุระ สัญญาณของธรรมชาติที่บอกว่า ฤดูใบไม้ผลิได้มาถึงแล้ว! วันนี้ Travel.mthai นำ ตารางเทศกาลชมดอกซากุระที่ญี่ปุ่น 2016 มาฝากกัน พร้อมกับแนะนำ 7 สถานที่ชมดอกซากุระ ให้เพื่อนๆ เลือกเที่ยวได้ตามเมืองต่างๆ ด้วย

280x420_growth_hormone_deficiency

ดอกซากุระในประเทศญี่ปุ่น มีสายพันธุ์กว่า 300 ชนิด! ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตั้งแต่ ฟอร์มของลำต้น สี และจำนวนกลีบดอก รวมถึงช่วงเวลาในการบานที่ไม่พร้อมกัน อีกทั้งข้อจำกัดในเรื่องของเวลา ที่ดอกซากุระจะคงความงดงามอยู่บนต้น ที่ส่วนใหญ่หลังจากที่มีการผลิบานเต็มที่ จะคงอยู่บนต้นเพียง 6 – 8 วันก็ร่วงโรยไป (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ หากมีฝนตกมาก จะทำให้ซากุระร่วงเร็วขึ้น) จึงเป็นเสน่ห์ของธรรมขาติ ที่ถูกส่งต่อเป็นวัฒนธรรมยาวนานกว่า 1,000 ปี

ฟาร์มอัลปากาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

     ในปี 1999 อัลปากา (alpaca) 200 ตัว ถูกนำมายังญี่ปุ่นจากแอนดีสในเปรู โดยเครื่องบินชาเตอร์

280x420_growth_hormone_deficiency

เนื่องจากในตอนนั้นคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับสัตว์ชนิดนี้ สัตว์ที่มีหน้าเหมือนอูฐ มีกีบเท้าเหมือนวัว และผมยาวรุงรัง เจ้าของฟาร์มจึงตัดสินใจว่า ฟาร์มอัลปากานี้ควรจะอยู่ใกล้กับโตเกียว ดังนั้นที่ราบสูงนะสุ (Nasu) ในภูมิภาคโทะชิงิ (Tochigi) จึงได้รับเลือกให้เป็นสถานที่สำหรับฟาร์มใหม่แห่งนี้

ที่ราบสูงนะสุอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร รายล้อมไปด้วยภูเขาที่สวยงาม และในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิจะลดลงถึงลบ 15 องศา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอัลปากา เพราะพวกมันเคยอาศัยอยู่สูง 3,000 ถึง 5,000 เมตรบนเทือกเขาแอนดีส ใน 15 ปีต่อมา ฟาร์มอัลปากาได้ขยายไปทั่วที่ราบสูงกินอาณาเขต 25,000 ตารางเมตร และมีจำนวนอัลปากาเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าคือ 400 ตัว อัลปากาตัวผู้จะถูกแยกออกจากตัวเมีย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผสมข้ามพันธ์ โดยธรรมชาติอัลปากาเป็นสัตว์เชื่อง คุณสามารถป้อนอาหาร (ที่ขายในแคปซูลพลาสติกราคา 100 เยน) ได้จากมือโดยผ่านรั้ว โดยทั่วไปแล้วอัลปากาจะไม่ทำอันตราย แต่ถ้าถูกแหย่หรือถูกแกล้ง พวกมันจะพ่นน้ำลายใส่ โปรดระวัง!

280x420_growth_hormone_deficiency

ในฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นจะร้อนมากจึงต้องตัดขนของอัลปากา และไม่ใช่แค่ตัดขนเรียบๆ เท่านั้น บางครั้งจะตัดเป็นตัวอักษรหรือเป็นรูปต่างๆ

ที่ฟาร์มมีไกด์ชาวเปรูซึ่งพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องและสนุกสนานมาก ไกด์ได้พาพวกเราไปชมรอบๆ ฟาร์ม และอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับอัลปากาและประเทศของเขา ดาราดังอีกตัวก็คืออัลปากาสีขาวสวยชื่อ ฮะนะโกะ เธอสวมหมวกน่ารักและมีตะกร้าห้อยลงมาจากคอ และเธอยังโพสท่าให้ผู้เข้าชมถ่ายภาพ เธอได้ออกงานที่เกี่ยวกับประเทศเปรู และได้ปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ด้วย คุณจะไม่รู้สึกเบื่อกับอัลปากาที่น่ารักเหล่านี้ แม้ว่าคุณจะใช้เวลาที่นี่ทั้งวัน

ในตอนนี้อัลปากาเป็นที่คุ้นเคยกับคนญี่ปุ่น จึงมีฟาร์มอัลปากาเล็กๆ มากมายเปิดตัวขึ้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากภัยพิบัติ 3-11 ในปี 2011) เช่นที่หมู่บ้านยะมะโกะชิ (Yamakoshi) ในนิอิกะตะ (Niigata) และที่ยะซึกะตะเกะ (Yatsugatake) ในภูมิภาคนากาโนะ

ข้อดีและข้อเสียของการกินปลาดิบในอาหารญี่ปุ่น

สำหรับคนที่รักอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมนูที่แสนอร่อยอย่างซาชิมิหรือ ปลาดิบ คงทราบดีว่าทำไมถึงยืนยันในเสน่ห์แบบดิบๆ จากธรรมชาติ ซึ่งในอีกมุมของคนที่ไม่ชอบเลย ก็ไม่อาจข้าใจได้เลยว่า การรับประทานปลาที่ไม่ผ่านการปรุงรส ไม่ผ่านความร้อนมันจะอร่อยได้อย่างไร และจะมีประโยชน์อะไรได้ แน่นอนว่าอาหารทุกเมนูมีสองด้าน สำหรับ ปลาดิบ มีด้านดีคือความอร่อยและคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ และด้านร้ายที่แฝงมา ก็มีเช่นกัน

280x420_growth_hormone_deficiency

สารอาหารที่ได้จาก ปลาดิบ

1. ไขมัน : ด้วยความที่อาหารดิบจะเน้นผักกับผลไม้ ปริมาณไขมันที่รับจึงอยู่ระหว่างร้อยละ 20-35 ของปริมาณแคลอรี่ทั้งหมดที่ควรได้รับจากไขมันในแต่ละวัน ข้อดีคือไขมันเหล่านี้จะเป็นพวกไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีอีกด้วย

2. โปรตีน : แม้จะไม่ได้กินเนื้อสัตว์มากมาย แต่ก็ยังได้รับโปรตีนอยู่ในระดับพอดีๆ เสมือนการรับประทาน ผักใบเขียวหรือถั่ว

3. คาร์โบไฮเดรต : ไม่มากและไม่น้อยเกินไป

4. เกลือ : ต้องแยกระหว่างการกินอาหารแบบ Raw Food กับอาหารญี่ปุ่น โดยอย่างแรกนั้นคุณจะพบว่า การบริโภคเกลือน้อยลงมากและอยู่ในปริมาณที่แนะนำคือ โซเดียมไม่เกินวันละ 2,300 มิลลิกรัม (ยกเว้นผู้สูงอายุผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรัง ซึ่งจำกัดไว้ไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม) ในทางตรงกันข้ามการใช้โชยุอาจทำให้ระดับโซเดียมพุ่งสูงขึ้นได้ง่ายๆ

280x420_growth_hormone_deficiency

ปลาดิบ มีผลกับโรคเบาหวาน

สิ่งที่เราควรทราบคือ การมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นจากการได้รับแคลอรี่ (ไม่ว่าแคลอรี่นั้นจะมาจากไหนก็ตาม) จะทำให้ระดับภาวะการต้านอินซูอินเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในทางกลับกัน การลดน้ำหนักและรักษาให้อยู่ในระดับนั้นเอาไว้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นเบาหวานได้

ข้อดีของ ปลาดิบ

1. ดีต่อหัวใจ

โดยทั่วไปแล้ว ปลาดิบ จะให้โปรตีนคุณภาพดี แต่แคลอรีต่ำ มันมีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลอยู่น้อยมากจึงดีต่อหัวใจของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปลาแซลมอน ซึ่งมีโอเมก้า-3 อยู่สูง เช่นเดียวกับปลาทูน่า ส่วนตัวสาหร่ายยิ่งเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย เช่น ไอโอดีน ซึ่งจำเป็นต่อระบบฮอร์โมนที่ปกติ นอกจากนี้การทาน ปลาดิบ หรือจำพวกซูชิ คุณยังได้แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และไฟโตนิวเทรียนต์ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

2. ช่วยเรื่องขับถ่าย

นอกจากปลาดิบแล้ว น้ำส้มสายชูที่ใช้ในการทำซาซิมิ ก็มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรียเช่นกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมน้ำส้มสายชูถึงถูกใช้ในการถนอมอาหารมาตั้งแต่โบราณ มันช่วยเรื่องการขับถ่าย ลดความเสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูง และช่วยให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วยไม่มากก็น้อย

ข้อเสียของ ปลาดิบ

1. แคลอรี่แอบแฝง

เพราะเครื่องปรุงส่วนใหญ่ของซูชิปลาดิบจะถูกม้วน หรือปั้นเป็นชิ้นเล็ก บางทีคุณก็อาจจะลืมไปว่า มันมีแคลอรี่มากขนาดไหน อย่างเช่น ซูชิทูน่าอาจมีน้อยกว่า 200 แคลอรี่ก็จริง แต่ถ้ารวมมายองเนส เทมปุระ หรือซอสอื่น ๆ คุณก็จะได้แคลอรี่เพิ่มขึ้นอีกมากโข (ซอสถั่วเหลือง มีแคลอรี่ต่ำก็จริง แต่มีโซเดียมสูง)

2. ระดับปรอท

แหล่งน้ำเปิด อย่างเช่น แม่น้ำ ทะเลสาบ และทะเล จะทำให้ปลาปนเปื้อนปรอท สารพิษต่อระบบประสาทที่เป็นที่รู้จักดี บรรดาปลานักล่าตัวใหญ่จะมีระดับปรอทสูงสุด รวมถึงปลาทูน่าที่พบในซูซิ ดังนั้น เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ หรือคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์ควรอยู่ห่างจาก ปลาดิบ เหล่านี้

280x420_growth_hormone_deficiency

ทาน ปลาดิบ ให้ได้ประโยชน์ และปลอดภัย

ปลาดิบ จริงๆ แล้ว ก็มีทั้งคุณและโทษ หากชอบทานปลาดิบมากๆ ก็ควรระวังในสิ่งต่อไปนี้

1. ชนิดของปลา

โดยทั่วไป ปลาดิบ นั้นมักใช้ปลาทั้งสายพันธุ์น้ำจืด และสายพันธุ์น้ำเค็ม ส่วนมาก ปลาดิบ ที่มาจากทะเล จะมีรสชาติดีกว่าและมีคุณค่าทางโภชนาการ สูงกว่า ปลาดิบ จากน้ำจืด อีกทั้งสายพันธุ์น้ำจืด อันตรายและเสี่ยงต่อเชื้อโรคและพยาธิติดมาเป็นของแถมมากกว่าสายพันธุ์น้ำเค็มหรือปลาที่มาจากทะเล

โดยปลาน้ำจืดอาจมีของแถมเป็นพยาธิตัวจี๊ด พยาธิใบไม้ในตับ ส่วนน้ำเค็มก็หาได้ปลอดจากพยาธิร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงจากพยาธิอานิซาคิส ดังนั้นแล้วอย่าเชื่อมั่นในความปลอดภัยจนเกินไป ทานในปริมาณที่เหมาะ

2. อุณหภูมิในการเก็บปลา

เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า ปรสิตในเนื้อปลาได้ถูกทำลาย ควรเก็บปลาที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส (-4 องศาฟาเรนไฮต์) อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ( หรืออาจเก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่านี้ ถ้าตู้เย็นสามารถปรับให้ต่ำลงได้อีก) และควรปรุงอาหารที่อุณหภูมิ -12 องศาเซลเซียส

3. เลือกร้านที่สะอาดและเชื่อถือได้

อย่างที่บอกไปว่าไม่ใช่ว่า ปลาดิบ ที่มาจากทะเลจะไม่มีพยาธิ ความจริงแล้ว ปลาทุกชนิด มีโอกาสที่จะมีเชื้อโรคปลอมปนได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ควรเลือกบริโภค จากร้านที่สะอาดและเชื่อถือได้

4. กินทันทีหลังทำ

ควรรับประทาน ซูซิ ซาชิมิ ภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังจากทำเสร็จ เพราะถ้าทิ้งไว้นาน จะทำให้เสียรสชาติ และคุณค่าทางอาหารเนื่องจากน้ำมันในปลา จะระเหยออกไป และควรหลีกเลี่ยง ซูชิ ซาซิมิ ที่ทำสำเร็จโชว์ไว้ในตู้แช่ เพราะไม่สามารถระบุเวลาได้แน่นอน ว่าเริ่มทำตั้งแต่เมื่อไหร่

5. วิธีสังเกตุร้านทำ ปลาดิบ

ถ้าต้องซื้อซูชิ ซาซิมิ ที่ร้านควรสังเกตุ ว่าคนขายมีขั้นตอนการทำ ปลาดิบ ที่สะอาดหรือไม่ (ใส่ถุงมือทุกครั้งที่หยิบปลาหรือเปล่า เพื่อป้องกันการเสี่ยงต่อการติดเชื้อ.)

6. ข้อควรรระวัง

กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ จากการรับประทาน ปลาดิบ ได้แก่ คนแก่, เด็กเล็ก, คนตั้งครรภ์ และ บุคคล ที่มีระบบ ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ

ปลาดิบในอาหารญี่ปุ่นไม่มีพญาธิจริงหรือ???

ปลาดิบเป็นอาหารญี่ปุ่นประเภทหนึ่งที่คนไทยหันมาบริโภคมากขึ้นตามกระแสนิยม คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยรูปลักษณ์ รสชาติ และความแปลกใหม่ของอาหารญี่ปุ่น ทำให้หลายคนไม่ละโอกาสที่จะได้ลิ้มลองความสดใหม่ของปลาดิบ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าปลาทะเลมีคุณค่าทางอาหารสูงและมีความปลอดภัยสูงในการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื่อว่าไม่พบพยาธิในปลาซึ่งอาศัยอยู่ในน้ำทะเลเค็มๆ อย่างแน่นอน จะพบพยาธิก็แต่เฉพาะปลาน้ำจืดเท่านั้น ดังนั้นจึงรับประทานปลาดิบได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องหวาดกลัวอะไรทั้งสิ้น (นอกจากราคาที่อาจจะแพงอยู่สักหน่อย) แต่หลังจากอ่านบทความนี้แล้วคงต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า ปลาน้ำเค็ม ที่นำมาทำปลาดิบนั้น ก็อาจมีพยาธิได้!!!!! ดังข่าวที่แพร่กระจายในสังคมออนไลน์เมืองไทยช่วงเดือนสิงหาคม 2554 ที่ผ่านมาว่าพบพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งในปลาดิบที่ขายอยู่ตามร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป โดยเจ้าพยาธิที่ว่านี้มีชื่อว่า อะนิซาคิส หรือ ชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAnisakis simplex เจ้าพยาธิชนิดนี้คืออะไร?? มาจากไหน?? และจะมีอันตรายแค่ไหน?? บางคนอาจจะคุ้นๆ หลายคนอาจเคยได้ยินเป็นครั้งแรก เราไปทำความรู้จักกับพยาธิ Anisakis simplex กันดีกว่า

280x420_growth_hormone_deficiency

ลักษณะและวงจรชีวิตของพยาธิอะนิซาคิส

พยาธิอะนิซาคิส พบในปลาทะเลที่วางขายในประเทศ โดยตรวจพบตัวอ่อนของพยาธิชนิดนี้ในปลาหลาย ชนิด เช่น ปลาดาบเงิน ปลาตาหวาน ปลาสีกุน ปลาทูแขก ปลากุเลากล้วย ปลาลัง เป็นต้น ส่วนในต่างประเทศจะพบในปลาจำพวก ปลาคอด ปลาแซลมอน ปลาเฮอริ่ง ลักษณะของมันเป็นพยาธิตัวกลม มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตัวโตเต็มวัยมีความยาวถึงประมาณ 2-5 ซม. พบอยู่ในกระเพาะของปลาโลมา ปลาวาฬ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลชนิดอื่นๆ ไข่ของพยาธิจะปนออกมากับอุจจาระ เจริญเป็นตัวอ่อนอยู่ในทะเล มีพาหะเป็นพวกกุ้ง ปลาน้ำเค็มตัวเล็กๆ และเมื่อสัตว์เหล่านี้ถูกกินด้วยปลาตัวอื่น พยาธิก็จะฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อของปลาเหล่านั้น ซึ่งคนที่รับประทานปลาดิบที่มีพยาธินี้อยู่ก็จะติดเชื้อพยาธิได้ จากนั้นพยาธิจะถูกปลดปล่อยออกมาจากเนื้อปลาที่รับประทานเข้าไป โดยน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร หรืออาจจะถูกขับออกมาจากกระเพาะอาหารเสียก่อนโดยการอาเจียน ซึ่งก็จะไม่ทำให้เกิดโรค แต่ในกรณีที่พยาธิไม่ถูกขับออกไป พยาธิอาจจะชอนไชไปตามทางเดินอาหาร แล้วอยู่ในลำไส้ และอยู่นอกลำไส้ภายในช่องท้องก็ได้

ในระหว่างปี พ.ศ. 2508-2530 มีรายงานว่าพบผู้ป่วยในประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 4000 ราย ซึ่งพบการเกิดก้อนทูมในกระเพาะอาหารมากที่สุด พบก้อนทูมบางที่ที่ลำไส้และในช่องท้อง ถ้าตัดก้อนทูม จะพบพยาธิอยู่ภายในก้อนทูม การรักษาทำได้โดยการผ่าตัด พ.ศ. 2538 มีรายงานพบผู้ป่วยในญี่ปุ่นประมาณ 2000 ราย ในสหรัฐอเมริกามีรายงานการพบผู้ป่วยประมาณ 500 รายต่อปี ในยุโรปมีประมาณ 500 ราย สำหรับประเทศไทยก็มีรายงานการพบผู้ป่วยครั้งแรกจากพยาธิชนิดนี้ในชาวประมงทางภาคใต้ และยังมีรายงานว่าพบผู้ที่เกิดอาการแพ้ต่อพยาธิตัวนี้ทำให้เกิดผื่นลมพิษ ซึ่งในประเทศสเปนมีรายงานว่าบางรายเกิดอาการแพ้ชนิดเฉียบพลันด้วย แต่อย่างไรก็ตามก็พบผู้ป่วยจากพยาธิชนิดนี้เป็นจำนวนน้อยมากต่อปี

อาการและการรักษา

อาการของโรคคือ ภายหลังจากได้รับพยาธิ 1 ชั่วโมง อาจมีอาการปวดท้อง ปวดกระเพาะอาหาร ลำไส้อุดตัน คลื่นไส้อาเจียน และอาจมีอาการคล้ายๆ ไส้ติ่งอักเสบ อาจจะทำให้วินิจฉัยผิดพลาดเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือไส้ติ่งอักเสบได้ บางรายอาจถ่ายออกมาเป็นมูกเลือด ภายใน 1-5 วัน ผู้ป่วยอาจจะอาเจียนออกมาเป็นตัวพยาธิ หรืออาจจะพบพยาธิเมื่อส่องกล้องเข้าไปในหลอดอาหาร เนื่องจากตัวอ่อนไม่สามารถเจริญและวางไข่ในคนได้ ดังนั้นการ ตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิชนิดนี้จึงไม่ช่วยในการวินิจฉัย การรักษามีทางเดียวคือการเอาตัวพยาธิออกมาจากผนังกระเพาะหรือบริเวณเนื้อเยื่อที่พยาธิเข้าไปฝังตัวอยู่ โดยการผ่าตัด เพราะยาฆ่าพยาธิใช้ไม่ได้ผล

280x420_growth_hormone_deficiency

การป้องกัน

เมื่อจำเป็นต้องรับประทานเนื้อปลาทะเล ควรทำให้สุกด้วยอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส อย่างน้อย 5 นาที ถ้าเป็นเนื้อปลาสดควรเก็บที่อุณหภูมิ ต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7 วัน หรือต่ำกว่า -35 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 15 ชั่วโมง จะทำให้พยาธิ Anisakis simplex ตายได้ ดังนั้นการรับประทานปลาดิบ อาหารอันเลื่องชื่อของแดนอาทิตย์อุทัย เราจึงต้องให้ความระมัดระวัง อย่างน้อยให้สังเกตดูลักษณะของเนื้อปลาก่อนรับประทานว่ามี ตัวอ่อนของพยาธิปะปนอยู่หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและความอร่อยที่ไร้อันตรายแอบแฝง.

ทะเลทรายทตโตะริ

ทะเลทรายทตโตะริตั้งอยู่ในจังหวัดทตโตะริ หนึ่งในสามของทะเลทรายในญี่ปุ่นและเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในสามแห่ง

280x420_growth_hormone_deficiency

สามารถเดินในทะเลทรายได้ตามอัธยาศัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และยังมีบริการเช่ารองเท้าที่ใส่เดินบนทะเลทราย และมีรถเข็นเตรียมไว้ให้ท่านขึ้นหน้าผาชันได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ท่านยังสามารถขี่อูฐเดินเล่นในทะเลทราย และยังสามารถท้าทายประสบการณ์ลอยร่มชูชีพและเครื่องร่องไกลเดอร์ได้อีกด้วย
จากริมฝั่งทะเลของทะเลทรายแห่งนี้ท่านสามารถสัมผัสได้ถึงความสวยงามของธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่โดนแสงแดดพระอาทิตย์ส่องเข้าทำให้สัมผัสได้ถึงความร้อนของทะเลทราย ท่านสามารถเลือกเอาได้ว่าจะมาในช่วงหน้าร้อนหรือหน้าหนาวที่อากาศเย็นสบาย.

เรียนรู้ประเภทและ วิธีกินซูชิ กันเถอะ

เรียนรู้ประเภทและ วิธีกินซูชิ กันเถอะ

พวกเราทุกคนต่างรู้จักกับ ‘ซูชิ’ ในฐานะที่เป็นอาหารประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น ส่วนประกอบหลัก ๆ ของซูชิคือข้าวและท็อปปิ้งซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นปลาดิบหรืออาหารทะเลชนิดอื่น ๆ รวมไปถึงไข่และผักที่เราเคยเห็นนั่นเอง วันนี้เราจะพาไปรู้จักซูชิกันให้มากขึ้นอีก ทั้งประเภทและชนิดของซูชิว่ามีอะไรกันบ้าง รวมถึงมารยาทในการกินซูชิที่ถูกต้องด้วยเพื่อให้ได้ทั้งความอร่อยและอิ่มเอมกับวัฒนธรรมไปพร้อม ๆ กัน

 

  1.  ประเภทของซูชิ
  2.  10 อันดับซูชิต้องลอง
  3.  มารยาทและ วิธีกินซูชิ ที่ถูกต้อง

sushi 1

1ประเภทของซูชิ

ต้นกำเนิดของซูชิที่เรารู้จักนั้นเริ่มมาจากความต้องการที่จะถนอมอาหารของคนญ๊่ปุ่่น เริ่มต้นจากวัฒนธรรมการหมักปลาที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศริมฝั่งแม่น้ำโขงทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้นี่เอง และภายหลังก็ได้รับการพัฒนารูปแบบมาเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นซูชิที่มีหน้าตาและลักษณะที่หลากหลายขึ้นและเป็นที่รู้จักในฐานะอาหารประจำชาติของญี่ปุ่นในที่สุด ส่วนซูชิจะมีทั้งหมดกี่ประเภทนั้นตามมาดูกันเลย

Nare Sushi (นาเระซูชิ)

nare sushi

นาเระซูชิเป็นซูชิที่นำเอาข้าวสวย เนื้อปลา และเกลือมาหมักจนทำให้ข้าวและปลามีรสเปรี้ยว ซึ่งบอกต่อกันมาว่าวิธีการหมักแบบนี้ชาวญี่ปุ่นนั้นได้รับอิทธิพลมาจากประเทศบริเวณลุ่มน้ำโขง (คล้ายวิธีการทำปลาส้ม) ถือว่านาเระซูชินั้นเป็นต้นกำเนิดของซูชิในปัจจุบันเลยก็ได้ ในปัจจุบันนาเระซูชิที่ยังสามารถพบเห็นได้อยู่คือ ‘ฟุนะซูชิ’ คือซูชิที่นำปลาฟุนะไปหมักกับข้าว มีกลิ่นแรงมากแต่ถือเป็นอาหารหรูหราราคาแพงในปัจจุบัน

Nigiri Sushi (นิกิริซูชิ)

Nigiri Sushi

หากบอกชื่อไปหลายคนอาจนึกไม่ออกว่านิกิริซูชิมันคือซูชิประเภทไหนกันนะ แต่หากได้เห็นรูปก็จะร้องอ๋อทันทีเพราะนี่คือซูชิที่เราคุ้นเคยมากที่สุด เป็นการนำเอาข้าวหมักกับน้ำส้มสายชูปั้นด้วยฝีมือของเชฟให้ได้เป็นรูปทรงคล้ายวงรีขนาดพอดีคำแล้วท็อปปิ้งด้วยเนื้อปลาดิบ โดยข้าวและปลาจะต้องมีความสมดุลกันเพื่อให้ได้รสชาติของซูชิที่ดีที่สุด แม้จะดูเหมือนง่ายแต่ความจริงแล้วนี่เป็นศาสตร์การทำอาหารที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนยาวนานมากเลยนะ

Maki Sushi (มากิซูชิ)

Maki Sushi

อีกหนึ่งซูชิที่ได้รับความนิยมจากชาวไทยไม่แพ้นิกิริซูชินั่นก็คือมากิซูชิ หรือในภาษาอังกฤษคือ Sushi Roll (ซูชิโรล) นั่นเอง เจ้าซูชิประเภทนี้เป็นซูชิที่เกิดจากวัฒนธรรมการกินซูชิที่แพร่หลายเข้าไปสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบของซูชิให้เข้ากับวัฒนธรรมการกินอาหารของชาวตะวันตกด้วยการม้วนซูชิให้เป็นโรลนั่นเอง ทีนี้ก็รู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่า ‘แคลิฟอร์เนียโรล’ ที่เห็นอยู่ในเมนูของร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นได้มาจากไหน

Temaki Sushi (เทมากิซูชิ)

Temaki Sushi

ซูชิประเภทนี้เป็นซูชิที่ได้รับวัฒนธธรรมมาจากประเทศสหรัญอเมริกาเช่นเดียวกับมากิซูชิในเรื่องความสะดวกในการกิน เชฟจะห่อข้าว ผัก และปลาดิบให้เป็นรูปกรวยโดยมีสาหร่ายแผ่นห่ออยู่ด้านนอกสุด สามารถถือกินได้ทุกที่เพื่อความสะดวก ในภาษาอังกฤษจะเรียกซูชิประเภทนี้ว่า Hand Roll

Gunkan Sushi (กุงกังซูชิ)

Gunkan Sushi

ซูชิชื่อแปลกมาอีกแล้ว แม้ชื่อจะแปลกแต่รับรองว่าหน้าตาคุ้นเคยแน่นอนเพราะนี่คือกุงกังซูชิ เป็นซูชิที่ใช่สาหร่ายห่อข้าวไว้แล้วท็อปปิ้งด้านบนด้วยซูชิหน้าต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ไม่สามารถท็อปปิ้งบนนิกิริได้อย่างเช่น ไข่หอยเม่น ไข่ปลาแซลมอน หรือสลัดต่าง ๆ ทำให้ต้องใช้สาหร่ายเพื่อพยุงเอาไว้ และด้วยลักษณะคล้ายเรือแบบนี้เองทำให้มันได้ชื่อว่ากุงกังซูชิที่มีความหมายว่าเรือรบนั่นเอง

Chirashi Sushi (ชิราชิซูชิ)

Chirashi Sushi

ชิราชิซูชิคงเป็นซูชิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาซูชิทุกประเภทเพราะนี่คือซูชิที่เราคนไทยรู้จักในฐานะข้าวหน้าปลาดิบ แม้ว่าจะเสิร์ฟมาเป็นจานแต่ก็ถือว่าเป็นซูชิเช่นกัน และไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นหน้าปลาดิบเท่านั้น สามารถเลือกจากปลาดิบหลากหลายชนิดได้หรือเป็นวัตถุดิบที่หาได้ในแต่ละท้องถิ่นอย่างอโวคาโด ไข่หวาน แตงกวา และผักต่าง ๆ แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องใช้ข้าวซูชิที่เป็นข้าวสวยหมักน้ำส้มสายชูนั่นเอง

Oshi Sushi (โอชิซูชิ)

Oshi Sushi

โอชิซูชิเป็นซูชิที่เราอาจไม่ค่อยคุ้นตาเท่าไรนัก แต่ถ้าไปเที่ยวในจังหวัดทางฝั่งคันไซก็อาจพบเห็นได้บ้างเพราะนี่เป็นซูชิที่โด่งดังมาจากฝั่งคันไซ เป็นการนำเอาข้าวซูชิและปลาดิบเรียงลงไปในกล่องตามลำดับแล้วทำการกดทับให้แน่นได้ออกมาเป็นโอชิซูชิที่มีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมแล้วตัดให้พอดีคำ ซึ่งก็จะมีความคล้ายกับนิกิรซูชิแต่แตกต่างกันที่วิธีการทำ

Inari Sushi (อินาริซูชิ)

Inari Sushi

หน้าตาของอินาริซูชิจะคล้ายกับกุกังซูชิแต่เปลี่ยนจากการใช้สาหร่ายห่อด้านนอกมาเป็นเต้าหู้ทอดที่มีลักษณะกลวงด้านในคล้ายถุงแล้วนำข้าวซูชิที่ปรุงรสและใส่วัตถุดิบแล้วใส่ลงไปด้านในของเต้าหู้แต่ละชิ้น ส่วนชื่ออินารินั้นก็ได้จากชื่อของเทพอินารีที่ว่ากันว่าโปรดปรานเต้าหู้ทอดเป็นที่สุด

10 อันดับซูชิต้องลอง

อย่างที่บอกกล่าวกันไปทางด้านบนว่าซูชินั้นมีอยู่หลายประเภทมาก ๆ เพราะฉะนั้นเราขอคัดมาแค่ 10 อันดับของซูชิที่เราคิดว่า ‘ต้องลองสักครั้งในชีวิต’ จากเว็บไซต์  LISTVERSE มาให้เพื่อน ๆ ได้ลองเช็คดูว่าตัวเองกินไปแล้วทั้งหมดกี่ชนิด และเหลืออีกกี่ชนิดที่ต้องลอง

Unagi (ปลาไหล)

Unagi

ปลาไหลที่เสิร์ฟในร้านอาหารญี่ปุ่นมีอยู่ 2 ชนิด คือ ปลาไหลน้ำจืด (Unagi) และปลาไหลน้ำเค็ม (Anago) แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือปลาไหลน้ำจืด นิยมนำไปย่างก่อนทำเป็นเมนูซูชิหรือข้าวหน้าปลาไหลก็ได้ มีรสชาติหวานเค็มได้จากซอสที่ใช้หมัก

Tako (หมึก)

tako

หมึกสด ๆ ที่ใช้ทำซูชิจะมีเนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่มต้องเคี้ยวมากกว่าปลาดิบสักหน่อยแต่ถ้าชอบกินรับรองว่าต้องฟิน ยิ่งหากได้กินคู่กับวาซาบิด้วยแล้วจะยิ่งอร่อยเลยล่ะ

Bashi (ม้า)

bashi

ในประเทศญี่ปุ่น เนื้อม้าถือเป็นเนื้อชั้นดีรสชาติอร่อย โดยทั่วไปมีชื่อเรียกว่า Sakura-niku มีรสชาติคล้ายกับเนื้อแดงอื่น ๆ เพียงแต่มีไขมันน้อยกว่าและมีธาตุเหล็กมากกว่าถึงสองเท่า คนญี่ปุ่นยังนิยมกินเนื้อม้าดิบเป็นซาชิมิซึ่งเรียกว่า Basashi กินคู่กับขิงและหอม

Tabiko (ไข่ปลาทาบิโกะ)

Tabiko

ไข่ปลาโทบิโกะหรือไข่ของปลาบินนิยมนำมาทำเป็นซูชิมากในญี่ปุ่น โดยเฉพาะมากิซูชิหรือซูชิโรล เป็นไข่ปลาที่มีขนาดเล็กมาก มีรสชาติออกเค็มและมีความกรุบกรอบ โดยปกติแล้วจะมีสีส้มแต่สามารถเติมแต่งสีเพิ่มด้วยสีเขียวจากวาซาบิ สีดำจากหมึก เป็นต้น ซึ่งบางครั้งจะเสิร์ฟมาพร้อมกับไข่นกกระทาดิบ

Maguro (มากุโร่)

Maguro

ปลามากุโร่เป็นปลาในตระกูลเดียวกับปลาทูน่า มีทั้งพันธ์ที่เป็นครีบสีน้ำเงินและครีบสีเหลือง เป็นปลาขนาดใหญ่ที่สามารถมีน้ำหนักได้มากถึง 500 กิโลกรัม มีความยาวมากถึง 4 เมตร ยิ่งมีขนาดใหญ่ก็ยิ่งราคาแพง เมื่อนำมาเป็นซูชิจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ Otoro (โอโทโร่) ส่วนหน้าท้อง Chutoro (ชูโทโร่) และ Akami (อะคามิ) ขอแอบกระซิบนิดนึงว่าส่วน Otoro เนี่ยเด็ดดวงสุด ๆ

Salmon Skin Roll (หนังปลาแซลมอน)

salmon skin roll

ปลายอดนิยมอย่างปลาแซลมอนนั้นนอกจากจะมีเนื้อแสนอร่อยทั้งตอนดิบและตอนสุกแล้ว หนังของมันก็สามารถนำมาทำเป็นไส้ของซูชิโรลที่อร่อยได้เช่นกัน นำไปอบหรือย่างก็จะได้เป็นความอร่อยที่เค็มและกรุบกรอบ

Amebi (กุ้งหวาน)

amebi

กุ้งหวาน (Amebi) นั้นไม่ใช่กุ้งแบบเดียวกันกับกุ้งธรรมดา (Ebi) เพราะกุ้งหวานคือส่วนของหางกุ้งสด ๆ ของกุ้งอลาสก้าสีชมพู เนื้อโปร่งแสง ขนาดไม่ใหญ่นักแต่มีรสชาติที่เข้มข้นและชชัดเจนกว่ากุ้งธรรรมดามาก บางครั้งเชฟจะทาวาซาบิเพื่อเพิ่มรสชาติให้ด้วย

Shime Soba (ปลาซาบะดอง)

Shime Soba

เนื้อปลาซาบะดิบจะถูกนำมาดองด้วยน้ำส้มสายชูก่อนนำมาทำเป็นหน้าซูชิแสนอร่อย แต่เนื้อปลาจะมีรสชาติออกเปรี้ยวจัดและมีความมันค่อนข้างมาก

Hamachi with Jalapeños (ปลาหางเหลืองและพริกจาลาป้า)

himachi

ปลาฮามาจิหรือปลาหางเหลืองเป็นปลาอีกชนิดที่นิยมนำมาทำเป็นซูชิแสนอร่อย แม้หางจะเหลืองแต่เนื้อของมันนั้นมีสีขาวเนียนนุ่มแทรกไปด้วยไขมัน โดยเฉพาะในหน้าหนาวที่เป็นฤดูกาลแห่งการสะสมไขมันแล้วยิ่งอร่อย ซึ่งปลาฮามาจิถูกค้นพบว่าอร่อยยิ่งขึ้นเมื่อกินคู่กับจาลาป้า (พริกจากแม็กซิกัน)

Fugu (ปลาปักเป้า)

Fugu

สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการกินซูชิคงไม่มีใครสามารถปปฏิเสธได้ว่าเนื้อปลาปักเป้าคือเนื้อปลาที่อร่อยที่สุดสำหรับเมนูซูชิ แม้จะถูกจัดว่าเป็นปลาที่มีพิษร้ายแรงที่สุดแต่ก็ยังได้รับความนิยมมากในหมู่นักกิน ด้วยความที่มีเนื้อนุ่มละเอียดหวานอร่อยนั่นเอง ซึ่งประเทศญี่ปุ่นนั้นเข้มงวดมากในการแล่เนื้อปลาปักเป้า เชฟผู้แล่จะต้องได้รับใบอนุญาตเท่านั้น

3มารยาทและ วิธีกินซูชิ ที่ถูกต้อง

eating 2

วิธีกินซูชิ อาจดูเหมือนง่าย ใคร ๆ ก็กินได้ แต่ด้วยความที่เป็นญี่ปุ่นทำให้วัฒนธรรมการกินซูชิของที่นี่มีมากไปกว่าการเอาเข้าปาก เคี้ยว แล้วกลืน เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะเรียนรู้วิธีการกินที่ถูกต้องพร้อมมารยาทที่จะทำให้คุณดูเป็นคนที่ดูดีมีวัฒนธรรมขึ้นได้ในร้านอาหารญี่ปุ่น

ลำดับการกิน

sushi 2

หลักการคือเริ่มกินจากซูชิที่มีรสอ่อนก่อนแล้วจึงไล่ไปหาปลาที่มีรสชาติเข้มเพื่อไม่ให้รสชาติเข้มกลบรสอ่อนจนหมด หรือหากไม่แน่ใจในลำดับการกินก็สามารถกินขิงดองเพื่อเปลี่ยนรสชาติก่อนกินซูชิคำถัดไปได้ เมื่อกินของคาวครบแล้วก็กินซูชิหน้าไข่หวานปิดท้ายเพื่อล้างปากหรือจะเป็นกุงกังซูชิเราก็ไม่เกี่ยง และแนะนำให้สั่งซุปหอยลายร้อน ๆ มาซดก่อนสิ้นสุดมื้ออาหารด้วยนะ

วิธีกินกินซูชิ

eating 1

  • อย่าจิ้มซูชิด้วยตะเกียบเพราะถือเป็นลางไม่ดีและยังดูไร้มารยาทอีกด้วย
  • วางตะเกียบในที่วางตะเกียบที่ทางร้านจัดไว้ให้ แต่หากไม่มีก็ไม่เป็นไร
  • การถูตะเกียบเพื่อเอาเสี้ยนออกนั้นถือเป็นการกระทำที่ไร้มารยาทและเหมือนเรากำลังตำหนิร้านอยู่
  • เมื่อต้องคีบอาหารในจานรวมให้ผู้อื่นจะต้องใช้ตะเกียบอีกด้านในการคีบ
  • ไม่ยกตะเกียบขึ้นชี้หน้าผู้อื่น
  • จิ้มโชยุโดยใช้ด้านที่เป็นเนื้อปลาจุ่มลง ไม่ใช้ด้านที่เป็นข้าวเพราะข้าวอาจแตกเลอะเทอะไม่เป็นทรงซูชิ
  • ทาวาซาบิลงบนชิ้นซูชิที่ต้องการกิน ไม่ใส่ลงในโชยุแล้วคน
  • ควรกินซูชิให้หมดภายในคำเดียว
  • สามารถใช้มือในการกินซูชิแทนตะเกียบได้ ไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาท โดยมีวิธีการกินที่คล้ายกันกับตะเกียบ

ข้อสรุป

สุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะแค่เจ้าซูชิชิ้นเล็ก ๆ เนี่ยรายละเอียดเยอะเหมือนกันนะ ซึ่งเชฟซูชิของญี่ปุ่นนั้นกว่าจะมาเป็นได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยล่ะ ต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นเวลานานกว่าหลายปีจึงจะเป็นเชฟที่สมบูรณ์แบบได้ เราเองในฐานะคนกินก็ควรจะเรียนรู้วิธีการกินที่ถูกต้องเพื่อแสดงถึงมารยาทและให้ความเคารพแก่เชฟทุกคนด้วยการรู้คุณค่าของอาหารนั่นเอง ใครที่อ่านแล้วอยากจะไปกินซูชิที่ญี่ปุ่นมันซะตอนนี้เราก็ขอแนะนำให้ไปลองที่ 3 ร้านซูชิขั้นเทพที่การันตีด้วย Michelin Star ตามลิงก์ด้านล่างนี้เลย

เที่ยวญี่ปุ่นใสใส ช้อปของวินเทจ ณ ตลาดนัดวัด Shitennoji

ช้อปของวินเทจ ณ ตลาดนัดวัด Shitennoji

Shitennoji Temple

วัด Shitennoji เป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่เมืองเทนโนจิ จังหวัดโอซาก้า สร้างขึ้นโดยเจ้าชาย Tohoku เมื่อปี 593 เจ้าชายได้ทำการว่าจ้างช่างไม้ฝีมือดีจากเกาหลีเพื่อสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาเนื่องจากมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งที่นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแพร่พุทธศาสนาในญี่ปุ่นอีกด้วย

Shitennoji Temple

พื้นที่ของวัดประกอบไปด้วยอาคารทั้งหมด 7 ส่วน โดย 4 อาคารแรกนั้นสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้ราชาแห่งสวรรค์ทั้งสี่ เรียกว่า Shika-in และเจดีย์ 5 ชั้นอันเป็นที่ประดิษฐานของเทวรูปเจ้าแม่กวนอิมซึ่งเป็นที่เคารพของชาวเมือง ส่วนอาคารที่เหลือนั้นได้ใช้เป็นโรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Shitennoji Temple

บรรยากาศภายในวัดและบริเวณโดยรอบนั้นกว้างขวางสวยงามและร่มรื่นเหมาะแก่การเดินเล่นพักผ่อน มีทั้งสวน บ่อน้ำ และโบราณวัตถุที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งที่นี่ยังเป็นอีกสถานที่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีอีกด้วย

นอกจากจะเป็นศาสนสถานที่สำคัญของจังหวัดแล้ว ที่นี่ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 21 และ 22 ของทุกเดือน นั่นคือ ตลาดนัด Flea Market ที่เปิดให้ชาวบ้านนำสินค้ามาขาย โดยมีจำนวนร้านมากถึง 400 ร้านค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าวินเทจแปลกตาที่มีความน่าสนใจมาก ๆ

Shitennoji Temple Flea Market

ผู้คนที่เดินทางมาที่วัดก็มีโอกาสได้แวะเวียนเที่ยวตลาด ซื้อของติดไม้ติดมือกลับบ้าน เพื่อเป็นการหมุนเวียนข้าวเครื่องของใช้

Shitennoji Temple

Shitennoj Temple Flea Market 12

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ในสไตล์ญี่ปุ่นดูจะเป็นสินค้าที่มีจำหน่ายอยู่มากมายในหลายร้านของตลาดแห่งนี้

Shitennoj Temple

อุปกรณ์เครื่องโบราณที่หาดูได้ยากก็มีขายที่นี่

Shitennoj Temple Flea Market

ของใช้ที่ไม่ว่าจะชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็มีให้เลือกมากมาย เมื่อมาวางรวมกันแล้วก็ดูเหมือนเป็นการตกแต่งที่มีสไตล์ไปอีกแบบ

Shitennoj Temple Flea Market

กล้องโบราณที่มีขายอยู่เยอะมาก ในราคาที่ถูกสุด ๆ

Shitennoj Temple Flea Market

ทั้งกล้องส่องทางไกลและกล้องฟิล์ม ส่วนตัวไหนจะใช้งานได้อยู่บ้างนั้น คงต้องสอบถามเจ้าของร้านกันดู

Shitennoj Temple

เครื่องประดับมือสองนี่ก็น่าจะถูกใจสาว ๆ ที่ชอบแต่งตัวสไตล์วินเทจ รับรองว่าถ้าซื้อกลับไปจะต้องไม่ซ้ำใครแน่นอน

Shitennoji Temple

สารพัดของใช้ในอดีตที่หลายคนอาจนำไปเป็นของตกแต่งที่มีคุณค่าได้

Shitennoj Temple

เขากวางก็มี !Shintennoji Temple

เครื่องเขียนมือหนึ่งที่มาในกระบะก็เปิดให้เลือกคุ้ยได้อย่างเต็มที่

Shitennoj Temple

หากเดินช้อปปิ้งจนหมดแรง ก็สามารถแวะเติมพลังก่อนได้ที่ร้านอาหารตั้งเต็นท์ มีทั้งของคาวและของหวาน

ข้อสรุป

นอกจากวัด Shitennoji แห่งนี้จะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเรื่องความสวยงามและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแล้ว กิจกรรมตลาดนัด Flea Market นี้ก็น่าเดินไม่แพ้กัน หากใครมีโอกาสไปโอซาก้า ก็อย่าลืมแวะไปชื่นชมศาสนสถานที่สำคัญที่สุดอีกแห่งของญี่ปุ่นที่นี่ แล้วต่อด้วยการช้อปปิ้งสินค้ามือสองที่ไม่เหมือนใคร เป็นอีกทริปสบาย ๆ สไตล์โอซาก้า

เก็บเมลอน กินแบบไม่อั้นกันเถอะ !

การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลทั้งสี่ในประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีผลไม้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูร้อนจะมีเมลอน ซึ่งหาทานสายพันธุ์ต่างๆได้ทั่วประเทศ เมื่อเทคโนโลยีการปลูกในเรือนกระจกเข้ามามีส่วนในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่นเริ่มต้นการเพาะปลูกเมลอนอย่างจริงจัง การปรับแต่งสายพันธุ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ได้เมล่อนที่มีคุณภาพสูงเช่นในปัจจุบัน

 

ในญี่ปุ่น มีฟาร์มที่เราสามารถสัมผัสประสบการณ์ “เก็บเมลอน” จากต้นในฟาร์ม และ เพลิดเพลินไปกับการกินเมลอนแบบไม่อั้นได้หลายแห่ง (ส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำการจองและยืนยันล่วงหน้า) ฤดูร้อนปีนี้ ไปสนุกกับ เมลอนของญี่ปุ่นที่หวานฉ่ำกันเถอะ!

จังหวัดวะกะยะมะ (Wakayama) : Muskmelon

melon-01
melon-02

จังหวัดวะกะยะมะ (Wakayama) มีสภาพอากาศอบอุ่น ขึ้นชื่อว่าเป็น “อาณาจักรผลไม้” เนื่องจากปลูกผลไม้อยู่มากมายหลายชนิด ความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่นี่ถือว่าเป็นระดับชั้นนำของประเทศ ไม่ว่าจะฤดูไหน ก็สามารถเพลิดเพลินกับผลไม้สดที่เป็นผลผลิตท้องถิ่นได้ และในเดือนกรกฎาคม ถึงสิงหาคม ที่เป็นฤดูของเมลอน กิจกรรมการเก็บเมลอน จะถูกจัดขึ้นในหลายๆฟาร์ม เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสำหรับการพักผ่อนและท่องเที่ยว

เก็บผลไม้ที่จังหวัดวะกะยะมะ (ภาษาอังกฤษ)

สถานที่: ฟาร์มคิโนะคุนิ เมืองโกโบ(Kinokuni Farm, Gobo city)
ที่อยู่ : 1335-4 Ueno, Nadacho, Gobo-shi, Wakayama
การเดินทาง : 15 นาที ด้วยรถยนต์จาก Gobo IC
จากสถานี Shin-Osaka ขึ้นรถไฟ JR Limited Express Kuroshio ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที มาลงที่สถานี Gobo และขึ้นรถบัส Gobonankai สาย Inami ใช้เวลาประมาณ 20 นาที มาลงที่ป้าย Teramachi ซึ่งสวนอยู่ใกล้ป้ายรถเมล์
ฤดูกาล : ปลายเดือนมิถุนายน – ปลายเดือนสิงหาคม
ค่าเข้า : [เก็บ] 1,800 เยน + เมลอน 1 ลูก (ไม่รวมที่กินไม่อั้น)
[กินไม่อั้น] ผู้ใหญ่ 1,500 เยน / เด็ก 1,200 เยน
※ ต้องจองล่วงหน้า
สถานที่: อันจิน เมืองฮิดะคะงะวะ (Anchin, Hidakagawa Town)
ที่อยู่: 1745-3 Kanemaki, Hidaka-gawa-cho, Hidaka-gun, Wakayama
การเดินทาง : 10 นาที ด้วยรถยนต์จาก Kawabe IC หรือ Gobo IC
จากสถานี Shin-Osaka ขึ้นรถไฟ JR Limited Express Kuroshio ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที มาลงที่สถานี Gobo และเปลี่ยนเป็นสาย Kisei ใช้เวลา 2 นาที มาลงที่สถานี Dojoji และเดินต่อ 3 นาที
ฤดูกาล : ปลายเดือนมิถุนายน – สิงหาคม
ค่าเข้า : [เก็บ] 1,200 เยน (รวมชิมชิ้นเล็ก)
[กินไม่อั้น] 2,500 เยน (รวมเมลอนสำหรับกลับบ้าน)
※ ต้องจองล่วงหน้า

จังหวัดชิซุโอกะ (Shizuoka) : Muskmelon

melon-03

Izu Fruit Park เมืองมิชิมะ (Mishima) จังหวัด ชิซุโอกะ (Shizuoka) เป็นสวนผลไม้ ที่สามารถเก็บผลไม้ทานได้ตลอดทั้งปี มีทั้งร้านอาหารขนาดใหญ่ โรงงานชีสเค้ก รวมไปถึงการเดินชมโรงงานข้าวเกรียบกุ้ง และยังมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจำหน่าย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนจะมีกิจกรรมเก็บเมลอนเนื้อแน่น ที่มีรสหวานสุดๆ ให้กินได้แบบไม่อั้นด้วย

สถานที่: Izu Fruit Park
ที่อยู่: 181-1 Tsukaharashinden, Mishima-shi, Shizuoka
การเดินทาง : จากสถานี Tokyo นั่ง Tokaido / Sanyo Shinkansen ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงไปลงที่สถานี Mishima จากนั้นขึ้นแท็กซี่ หรือ รถบัสโทไค ใช้เวลา 15 นาที มาลงที่ Izu Fruit park
ฤดูกาล : เดือนมิถุนายน – กันยายน
ค่าเข้า : เก็บเมลอน + กินเมลอนได้ไม่อั้น
ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,654 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 2,268 เยน
ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,024 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 1,728 เยน
ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,348 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 2,052 เยน
ทั้งแบบเก็บเมลอน และแบบกินได้ไม่อั้น จำเป็นต้องจองล่วงหน้า
จังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) : Yubari melon
melon-04

ยูบะริเมลอน (Yubari melon) คือ เมลอนเนื้อสีส้มที่ปลูกในเขตยูบะริ (Yubari) ห่างจากใจกลางเมืองซัปโปโร (Sapporo) 40 กิโลเมตร และจากสนามบินชินชิโตเซะ (Shin Chitose Airport) 40 กิโลเมตร มีลักษณะเด่นคือความหวานจัดและความฉ่ำ เนื่องจากการผลิตมีจำกัด ทำให้ไม่สามารถเก็บยูบะริเมลอนแบบไม่อั้นได้ แต่ในเมืองใกล้กันอย่างฟุระโนะ (Furano) เราสามารถกินยูบะริเมลอนเท่าไรก็ได้ไม่จำกัด แนะนำให้ไปลองสักครั้ง

สถานที่ที่สามาถทั้งชิมและกินเมลอนแบบไม่อั้นได้

สถานที่: Yubari resort “Lupinus Restaurant” บุฟเฟต์มื้อเที่ยง
ที่อยู่ : 2nd floor, Hotel Mount Racey, 2-4 Suehiro Yūbari-shi, Hokkaido
การเดินทาง : จากสถานี New Chitose Airport ขึ้นรถไฟ JR สาย Rapid Airport ปลายทางซัปโปโร ใช้เวลา 3 นาที มาลงที่สถานี Minami-Chitose และเปลี่ยนเป็นสาย Sekishō ใช้เวลา 110 นาที มาลงที่สถานี Yubari สถานีเชื่อมต่อถึงเลย
ฤดูกาล : 15 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2016
เวลาทำการ : 11.30 – 13.00 น. (วันธรรมดา) 11.30 – 14.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด) ไม่ต้องจองล่วงหน้า
ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 3,025 เยน เด็ก 2,420 เยน เด็กเล็ก 1,080 เยน

 

เตรียมตัวเดินทางไปญี่ปุ่น กันเลย

เตรียมตัวเดินทางไปญี่ปุ่น

 สภาพภูมิอากาศ
มี 4 ฤดูหลัก ที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ

  • ฤดูใบไม้ผลิ : (มีนาคม-พฤษภาคม) อากาศอบอุ่น อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 13-25 องศาเซลเซียส
  • ฤดูร้อน : (มิถุนายน-สิงหาคม) อากาศร้อนชื้นโดยมีช่วงฤดูฝนสั้น ๆ ประมาณ 1 เดือน ในช่วงต้นฤดู อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 30-35 องศาเซลเซียส
  • ฤดูใบไม้ร่วง : (กันยายน-พฤศจิกายน) อากาศอบอุ่น โดยมีพายุไต้ฝุ่นมากในช่วงเดือนกันยายน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 22-27 องศาเซลเซียส
  • ฤดูหนาว : (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) อากาศหนาว มีหิมะตกมากทางภาคเหนือของประเทศและฝั่งทะเลญี่ปุ่น ส่วนทางใต้และฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก อากาศจะอบอุ่นกว่า อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 05-07 องศาเซลเซียส

 เวลา
ประเทศญี่ปุ่นเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง

 ภาษา
ประชากรญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาหลัก ส่วนภาษาอังกฤษตามสถานที่สำคัญ เช่น โรงแรม, สนามบิน, สถานที่ท่องเที่ยว หรือ ตาม เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลท่องเที่ยวสามารถพูดภาษาอังกฤษได้

 การแต่งกาย  
เสื้อแขนยาว รองเท้าสวมใส่สบาย, ถุงเท้า. ครีมทาผิว ลิปมัน, หมวก, ร่ม (อุปกรณ์กันหนาว)

 กระเป๋าเดินทาง 
กระเป๋าใบใหญ่ (ควรมีล้อลาก/เข็นได้) ที่จะบรรทุกใส่ใต้ท้องเครื่องบิน น้ำหนักไม่เกินท่านละ 20 กิโลกรัม (หากน้ำหนักเกิน ทางสายการบินอาจจะเรียกเก็บค่าระวางเพิ่มได้) ควรใส่กุญแจอย่างหนาแน่น

 ยารักษาโรค 
ท่านที่มีโรคประจำตัว กรุณาน้ำยาติดตัวไปด้วย และกรุณาแจ้งหัวหน้าทัวร์ทราบด้วย

 เงินตรา
สกุลเงินญี่ปุ่น คือ เงินเยน ในท้องตลาดใช้ได้แต่เงินเยนเท่านั้น ดอลล่าร์สหรัฐแลกได้ตามธนาคาร และโรงแรม อัตราแลกเปลี่ยน 100 เยน = ประมาณ 36-38 บาท (ข้อมูลจาก ธนาคารกรุงเทพ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2553)

ธนบัตร ประกอบด้วย ธนบัตรใบละ 1,000 2,000 , 5,0000 , 10,000 เยน
เงินเหรียญ ประกอบด้วย 1 , 5 , 10 , 50 , 100 , 500 เยน
บัตรเครดิต ใช้ได้โดยทั่วไปในตัวเมือง โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า, ร้านค้า และร้านอาหารใหญ่ๆ

 ระบบไฟฟ้า
ญี่ปุ่น ใช้กระแสไฟฟ้า แบบ 110 V. (ไม่เหมือนประเทศไทย) ปลั๊กเสียบเป็นแบบ ขาแบน 2 ขา ฉะนั้นท่านที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น กล้องวิดิโอ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องเป่าผม ควรมีปลั๊กแบบใช้ได้ทั่วโลก (Universal Adaptor) ติดตัวไปด้วย เพื่อความสะดวกของท่านกรุณาเตรียม ฟิล์มถ่ายรูป, แบตเตอร์รี่ ไปให้เพียงพอจากประเทศไทย

ตัวอย่างปลั๊กไฟในญี่ปุ่น

 ฟิลม์และกล้องถ่ายรูป
ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 การใช้โทรศัพท์
บัตรโทรศัพท์มีขายทั่วไปตามเคาน์เตอร์โรงแรม, ซุปเปอร์มาร์เก็ต และสถานที่ท่องเที่ยว ราคาเริ่ม 1,000 เยน
วิธีโทรกลับประเทศไทย
กรุงเทพฯ : กด 001-010-662 ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์เจ็ดหลัก
ต่างจังหวัด : กด 001-010-66 ตามด้วยรหัสเมืองโดยตัดศูนย์ออก-หมายเลขโทรศัพท์หกหลัก
โทรภายในญี่ปุ่น : กด รหัสเมือง / มือถือ ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์

สิ่งที่ควรทราบ : เหตุฉุกเฉินติดต่อหมายเลข ตำรวจหมายเลข 110 / ดับเพลิง, รถพยาบาล 119 หน่วยงานตำรวจให้ข่าวสารภาษาอังกฤษทั่วไป 3501-0110 / แจ้งของหาย-รับของหายคืน 03-3814-4151 ในกรณีฉุกเฉิน ท่านใช้โทรศัพท์โดยไม่ต้องหยอดเหรียญ 10 เยน ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ เพียงแต่กดปุ่มสีแดงที่เครื่องโทรศัพท์ก่อนหมุนเรียก, หากท่านต้องการแพทย์หรือปฐมพยาบาล โปรดติดต่อโรงแรมที่เคาน์เตอร์รับแขกด้านหน้า

 การให้ทิป
การให้ทิปในต่างประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 อาหารการกิน
อาหารญี่ปุ่นเป็นที่นิยมและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ในด้านความสดอร่อย และความสวยงามในการตกแต่ง รวมทั้งความหลากหลาย อาหารที่เป็นที่นิยมของที่นี่ ได้แก่ โอโคโนมิยากิ หรือ พิซซ่าญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดชิมเมื่อมาเยือนฮิโรชิมา รวมทั้งร้านราเมนต่างๆ ที่เปิดจนดึกดื่น และหอยนางรมที่ขึ้นชื่อมานานนับศตวรรษ โดยสามารถหารับประทานได้เฉพาะช่วงฤดูหนาว สำหรับน้ำดื่ม น้ำประปาของประเทศญี่ปุ่นสะอาดและสามารถดื่มได้ทุกแห่ง

 รายการช้อปปิ้ง
เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์, กล้องถ่ายรูป, แว่นตา, นาฬิกา, เครื่องสำอาง, ชาเขียว, ชุดยูคาตะ เป็นต้น

 ช่วงเวลาเปิด-ปิดร้าน  
ร้านค้าโดยทั่วไปเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 – 20:00 นาฬิกา
ห้างสรรพสินค้าจะปิดทำการในวันธรรมดา 1 วันต่อสัปดาห์ วันหยุดของห้างจะไม่ตรงกันทุกห้าง โปรดสังเกตว่าห้างสรรพ สินค้ามักจะปิดเร็วกว่าร้านค้าอื่นๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง (ราวๆ 19:00 นาฬิกา)
สินค้าที่น่าซื้อ : เครื่องใช่ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์, กล้องถ่ายรูป,แว่นตา, นาฬิกา, เครื่องสำอาง, ชาเขียว, ชุดยูคาตะ เป็นต้น

 สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

  • พระราชวังอิมพีเรียล
  • อาซากุสะ (Asakusa)
  • ชินจูกุ (Shin-juku)
  • กินซ่า (Ginza)
  • ชิบุยะ (Shibuya)
  • ฮาราจูกุ (Harajuku)
  • Rainbow Bridge
  • Tokyo Disneyland
  • ภูเขาไฟฟูจิ

 เทศกาลสำคัญ

  • เทศกาลปีใหม่ : เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานโมจิ หรือซุปโมจิ และจะไปไหว้พระขอพรที่วัด หลังจากนั้นก็จะนำต้นไม้ชื่อมัทซึ มาวางไว้ที่หน้าบ้านเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว และประดับด้วยไม้ไผ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงความซื่อตรง ซื่อสัตย์ เหมือนลำไผ่ และความอ่อนน้อมแต่แข็งแรงเหมือนต้นไผ่ซึ่งทนทานต่อสภาพอากาศ
  • เทศกาลเซ็ตสึบุน : ชาวญี่ปุ่นจะนำถั่วแดงโปรยในบ้านและบริเวณนอกบ้านเพื่อไล่สิ่งไม่ดีออกจากบ้าน และให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในบ้าน หลังจากนั้นก็จะรับประทานเมล็ดถั่วแดงจำนวนเท่ากับอายุของตนเอง เพราะเชื่อว่ารับประทานแล้วจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง
  • เทศกาลวันเด็กผู้หญิง หรือ “ฮินะมัทสึริ” : บ้านที่มีบุตรสาวจะนำตุ๊กตามาตั้งไว้ในบ้านเพราะเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสุข
  • เทศกาลวันเด็กผู้ชาย : คือวันที่ 5 พฤษภาคม เทศกาลนี้จัดขี้นสำหรับเด็กผู้ชายเท่านั้น บ้านไหนที่มีลูกชายจะประดับว่าวปลาคาร์ฟยาว 1-2 เมตรให้ปลิวไสวตามจำนวนบุตรชาย ในบ้านมีการจัดพิธีบูชาตุ๊กตานักรบ ซึ่งประกอบด้วยเสื้อเกราะ หมวกเกราะหรือที่เรียกว่า “โกะงัสสึ นิงเงียว”เพื่ออธิษฐานขอให้บุตรชายที่รักมีสุขภาพแข็งแรง ไร้โรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ยังมีการใช้ดอกโชบุและดอกคะชิวะและโมะติ ประดับไว้กับตุ๊กตานักรบที่ชื่อว่า Kabuto และมีการดื่มสาเกฉลองเช่นเดียวกับเทศกาลวันเด็กผู้หญิง
  • เทศกาลโอะฮานามิ (Ohanami) : เป็นเทศกาลชมดอกซากุระ จัดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน-กลางเดือนเมษายน เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ชาวญี่ปุ่นจะพากันออกมาชมความงามของดอกซากุระ ซึ่งพร้อมใจกันบานสะพรั่งรับฤดูใบไม้ผลิเป็นสีชมพูตลอดทาง
  • เทศกาลหิมะ Snow Festival : จัดที่ Sapporo ทุกเดือนกุมภาพันธ์ อากาศที่หนาวเย็น ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมุ่งหน้าสู่เมืองซับโปโร บนเกาะฮอกไกโด เพื่อร่วมสนุกสนานกับเทศกาลหิมะ

 ตรวจคนเข้าเมืองและด่านศุลกากร 
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น จะพิจารณาให้เฉพาะ “นักท่องเที่ยว” ที่มาเที่ยวโดยสุจริตเท่านั้น ! ที่ผ่านเข้าเมืองได้และอาจต้องพิจารณาประกอบกับหลักฐานเพิ่มเติม อาทิ บัตรประชาชน, บัตรพนักงาน หรือเครดิตการ์ด เป็นต้น
การนำเข้าสิ่งของโดยปลอดภาษี … ทางด่านศุลกากรอนุญาตให้นำเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ 3 ขวด, บุหรี่ 400 มวน, ยาสูบ 500 กรัม หรือซิการ์ 100 มวน , น้ำหอม 2 ออนซ์, ของกำนัลตลอดจนของที่ระลึก มูลค่าไม่เกิน 2แสนเยน มิฉะนั้น ต้องเสียภาษี (สำหรับบุคคลที่อายุยังไม่ถึง 19ปี และอายุเพียง 19 ปี ไม่อนุญาตให้นำเข้าบุหรี่หรือเครื่องดื่มมีแอลกอฮอร์) ส่วนระเบียบเกี่ยวกับอนามัยพืช ผลไม้ อาหารต่างๆ ห้ามนำเข้าทั้งสิ้น !!!

 กรมการตรวจคนเข้าเมืองประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มใช้ระบบใหม่ ในการตรวจคนเข้าเมือง ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 ตามขั้นตอนดังนี้

1. เมื่อเดินทางถึงประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่จะอ่านบันทึกลายนิ้วมือด้วยอุปกรณ์พิเศษ
2. พร้อมถ่ายรูปหน้าตรง
3. จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะทำการพิจารณา และซักถามข้อมูล

** ในกรณีชาวต่างชาติซึ่งไม่อยู่ตามเงื่อนไขที่ได้รับการยกเว้นการตรวจสอบดังกล่าวข้างต้น และหากปฏิเสธการอ่านลายนิ้วมือพร้อมการถ่ายรูปแล้ว เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้ผู้นั้นเข้าประเทศญี่ปุ่นและผลักดันให้กลับประเทศ **

 

 

ยกเว้นสำหรับชาวต่างชาติที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ข้างล่างนี้

1. บุคคลที่ได้รับอนุญาตให้พำนักถาวรเป็นกรณีพิเศษ
2. บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี
3. บุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่โดยได้รับการรับรองสถานภาพการพำนักในฐานะนักการทูตและข้าราชการ
4. บุคคลที่ได้รับการเชิญจากหน่วยงานราชการในประเทศญี่ปุ่น
5. บุคคลที่ได้รับการพิจารณาว่ามีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับบุคคลในข้อ(3)และ(4) ตามกฎระเบียบกระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่น

ผู้โดยสารกรุณาเตรียมสัมภาระก่อนเดินทางออกจากสนามบินทั้งไทย และญี่ปุ่น

1. นำสัมภาระที่เป็นของเหลวใส่ในกระเป๋าใบใหญ่เพื่อ Load ขึ้นเครื่อง
2. ของเหลวที่อนุญาตให้ถือขึ้นเครื่อง ได้แก่ ยา,นมสำหรับเด็กทารก,ครีม หรืออื่นๆที่จำเป็นระหว่างการเดินทาง (ต้องบรรจุถุงพลาสติก เตรียมไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจ)
3. กรุณาถอดเสื้อคลุม และอุปกรณ์อิเลคทรอนิก ทุกชนิด ใส่ถาดเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยก่อนขึ้นเครื่อง

 *** หมายเหตุ กรณีที่จำเป็นต้องนำของเหลวถือขึ้นเครื่อง ***

– กรุณานำของเหลวบรรจุใส่ถุงพลาสติกใสสามรถเปิดปิดถุงได้ ขนาด 20*20 เซนติเมตร เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
– ของเหลวแต่ละชนิดมีขนาดไม่เกิน 100 มิลลิลิตร หรือ น้อยกว่า (น้ำหนักรวมไม่เกิน 1 ลิตร)
– ถุงพลาสติกใสที่บรรจุของเหลวสามารถถือขึ้นเครื่องได้ 1 ท่านต่อ 1 ใบเท่านั้น

 

ไป ญี่ปุ่น เเล้ว ต้องเเวะไป เก็บสตรอเบอรี่

Strawberry


  ความสนุกในการเก็บสตรอเบอรี่นั้น คือการที่ได้มีโอกาส เลือกและลิ้มรส ลูกสตรอเบอรี่สดๆ อันแสนหอมหวานจากต้น!! ซึ่งฤดูกาลเก็บสตรอเบอร์รี่ที่สนุกสนานเพลิดเพลิน จะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงประมาณเดือนพฤษภาคม ถ้าซื้อที่ซุปเปอร์มาร์เกตราคาจะค่อนข้างแพง เราจะแนะนำถึงวิธีที่ทั้งสนุกและสามารถเลือกสตรอเบอร์รี่สดใหม่ได้ด้วยตัวเอง และทานได้แบบไม่อั้น ทำให้ทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจ

เกร็ดน่ารู้ในการเก็บสตรอเบอรี่

วิธีเลือกสตรอเบอรี่นั้น ให้เลือกดูว่าที่บริเวณปลายก้านนั้นเป็นสีแดงหรือไม่ และถ้าผลสตรอเบอรี่มีสีแดงสด สมํ่าเสมอออกมาตั้งแต่ข้างในละก็ จะดีเยี่ยม!!

ช่วงเวลาในการเก็บสตรอเบอรี่ จะเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมในแถบคิวชู ไปจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคมในแถบคันโต และฮอกไกโดในช่วงเดือนกรกฏาคม
ค้นหาเคล็ดลับสตรอเบอร์รี่แสนอร่อยและกฎระเบียบ!
   เข้าไปในเรือนกระจกแล้วอยากทานทันที! จริงๆแล้วแนะนำให้เดินสำรวจดูรอบๆก่อน ถึงแม้ว่าจะมีเวลาทานไม่อั้นในฟาร์มแค่30นาทีแต่ ถ้าเรารีบร้อนบางทีเราอาจจะเจอสตรอเบอร์รี่ที่ยอดเยี่ยมเมื่อเราอิ่มไปแล้วก็ได้ ดังนั้นนี่จึงเป็นการแนะนำและกฎในการค้นหาสตรอเบอร์รี่แสนอร่อย

หาผลที่สุกคือความสุขในการเก็บสตรอเบอร์รี่ ! บางคนก็เคยมีประสบการณ์ สตรอเบอร์รี่ที่ซื้อมาบางครั้งก็แดงแต่ไม่หวาน นั้นคือสตรอเบอร์รี่ที่ไม่สุกจริง หลังการเก็บแล้วต้องเว้นช่วงเพื่อเพิ่มความหวาน ผลสตรอเบอร์นี่จะนิ่มขึ้นและเป็นสีแดงที่อุณหภูมิห้องหลังการเก็บเกี่ยว แต่ความหวานจะไม่เพิ่มขึ้นในทางกลับกันผลที่แดงก่อนเก็บจะหวานกว่า !
• สีสดใส • ผลมีจุดเรียงอย่างสวยงาม • ผลขนาดเล็กสีแดงสดใสจะมีความหวานกว่า • มีกลิ่นหอมมาก • แดงเสมอกันทั้งลูกถึงใต้กลีบเลี้ยง (ไม่มีส่วนสีขาว) • มีรอยแตก (ใกล้กลีบเลี้ยง)

• ทานได้ประมาณเท่าไร ?
ผู้ใหญ่1คนทานได้ประมาณ 30-40 ผล ถึงแม้ว่าเป็นแบบกินเท่าไรก็ได้ แต่ก็ไม่ใช้การแข่งกิน สิ่งสำคัญอยู่ที่ ค่อยๆกินสตรอเบอร์รี่ที่ได้รับการดูแลมาอย่างดี ดังนั้นเราควรทานให้อิ่มอย่างเรียบร้อย

• เพลิดเพลินกับทุกประเภท
ภายในสวนจะมีหลายสายพันธุ์รอให้เราไปเก็บอยู่ บางครั้งเราอาจจะอยากเก็บผลที่มีขนาดใหญ่ แต่จริงๆแล้วลูกเล็กๆ แดงๆ ก็มีความหวานไม่แพ้กัน

• ต้องล้างสตรอเบอร์รี่ก่อนไหม?
กล่าวกันกันว่าถ้านำสตรอเบอร์รีมาล้างจะทำให้รสชาติจางลง สตรอเบอร์รี่ปลูกขึ้นในลักษณะที่สามารถเก็บแล้วทานได้เลย แต่บางสวนก็เตรียมถ้วยกระดาษใส่น้ำสำหรับล้างไว้ให้ท่านที่อยากจะล้างก่อนทานด้วย

• เคล็ดลับในการกินให้อร่อย
ส่วนปลายของสตรอเบอร์รี่เป็นส่วนที่มีระดับน้ำตาลมากที่สุด โดยเฉพาะลูกใหญ่ๆ เราควรเด็ดขั้วทิ้งแล้วทานจากขั้วไปจนสุดปลาย จึงจะได้รับความอร่อยอย่างเต็มที่

• วิธีการทานกับนมข้น?
ถึงแม้การทานกับนมข้นจะทำให้หวานอร่อยขึ้นแต่ในตอนแรกเราควรทานแบบลิ้มรสความหวานของสตรอเบอร์รี่อย่างเดียวก่อน พอเริ่มอิ่มแล้วเราก็ทานกับนมข้นหวานเพื่อที่จะสนุกกับการเปลี่ยนรสชาติ

• ห้ามนำกลับ
เราสามารถทานเท่าไรก็ได้ในเรือนกระจกแต่ห้ามนำออกมา! ท่านสามารถซื้อสตรอเบอร์รี่กลับไปทานต่อได้

Tochi Otome

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีเมล็ดใหญ่, เปรี้ยวน้อย และเป็นที่นิยมในเขตคันโต
Fusanoka

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีถิ่นกําเนิดในชิบะ มีความหวานมาก และมีกลิ่นหอมคล้ายๆกับลูกพีช
Akihime

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีขนาดแบน ยาว รสชาติไม่ค่อยเปรี้ยวมาก แต่จะค่อนข้างหวาน
Sachi noka

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีเมล็ดที่ใหญ่ ค่อนข้างแข็ง และมันวาว รสชาติหวาน ปนเปรี้ยวเล็กน้อย
Beni Hoppe

เป็นสตรอเบอรี่ ที่มีความหมายว่า สตรอเบอรี่แก้มแดง ซึ่งมีเมล็ดค่อนข้างใหญ่
Ama Ou

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีเมล็ดค่อนข้างใหญ่ มีกลิ่นหอม มีปริมาณนํ้าตาลสูง

 

  ข้อควรระวังในการเก็บผลสตรอเบอรี่
ไม่ควรจับ หรือเด็ดสตรอเบอรี่ อย่างรุนแรง
ไม่เหยียบ หรือจับบิดงอผลสตรอเบอรี่
ไม่นําผลสตรอเบอรี่ออกนอกสวน
ไม่ควรรังแก หรือทําร้ายน้องผึ้งที่อยู่ในสวน