ฟาร์มอัลปากาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

     ในปี 1999 อัลปากา (alpaca) 200 ตัว ถูกนำมายังญี่ปุ่นจากแอนดีสในเปรู โดยเครื่องบินชาเตอร์

280x420_growth_hormone_deficiency

เนื่องจากในตอนนั้นคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับสัตว์ชนิดนี้ สัตว์ที่มีหน้าเหมือนอูฐ มีกีบเท้าเหมือนวัว และผมยาวรุงรัง เจ้าของฟาร์มจึงตัดสินใจว่า ฟาร์มอัลปากานี้ควรจะอยู่ใกล้กับโตเกียว ดังนั้นที่ราบสูงนะสุ (Nasu) ในภูมิภาคโทะชิงิ (Tochigi) จึงได้รับเลือกให้เป็นสถานที่สำหรับฟาร์มใหม่แห่งนี้

ที่ราบสูงนะสุอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร รายล้อมไปด้วยภูเขาที่สวยงาม และในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิจะลดลงถึงลบ 15 องศา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอัลปากา เพราะพวกมันเคยอาศัยอยู่สูง 3,000 ถึง 5,000 เมตรบนเทือกเขาแอนดีส ใน 15 ปีต่อมา ฟาร์มอัลปากาได้ขยายไปทั่วที่ราบสูงกินอาณาเขต 25,000 ตารางเมตร และมีจำนวนอัลปากาเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าคือ 400 ตัว อัลปากาตัวผู้จะถูกแยกออกจากตัวเมีย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผสมข้ามพันธ์ โดยธรรมชาติอัลปากาเป็นสัตว์เชื่อง คุณสามารถป้อนอาหาร (ที่ขายในแคปซูลพลาสติกราคา 100 เยน) ได้จากมือโดยผ่านรั้ว โดยทั่วไปแล้วอัลปากาจะไม่ทำอันตราย แต่ถ้าถูกแหย่หรือถูกแกล้ง พวกมันจะพ่นน้ำลายใส่ โปรดระวัง!

280x420_growth_hormone_deficiency

ในฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นจะร้อนมากจึงต้องตัดขนของอัลปากา และไม่ใช่แค่ตัดขนเรียบๆ เท่านั้น บางครั้งจะตัดเป็นตัวอักษรหรือเป็นรูปต่างๆ

ที่ฟาร์มมีไกด์ชาวเปรูซึ่งพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องและสนุกสนานมาก ไกด์ได้พาพวกเราไปชมรอบๆ ฟาร์ม และอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับอัลปากาและประเทศของเขา ดาราดังอีกตัวก็คืออัลปากาสีขาวสวยชื่อ ฮะนะโกะ เธอสวมหมวกน่ารักและมีตะกร้าห้อยลงมาจากคอ และเธอยังโพสท่าให้ผู้เข้าชมถ่ายภาพ เธอได้ออกงานที่เกี่ยวกับประเทศเปรู และได้ปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ด้วย คุณจะไม่รู้สึกเบื่อกับอัลปากาที่น่ารักเหล่านี้ แม้ว่าคุณจะใช้เวลาที่นี่ทั้งวัน

ในตอนนี้อัลปากาเป็นที่คุ้นเคยกับคนญี่ปุ่น จึงมีฟาร์มอัลปากาเล็กๆ มากมายเปิดตัวขึ้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากภัยพิบัติ 3-11 ในปี 2011) เช่นที่หมู่บ้านยะมะโกะชิ (Yamakoshi) ในนิอิกะตะ (Niigata) และที่ยะซึกะตะเกะ (Yatsugatake) ในภูมิภาคนากาโนะ

ทะเลทรายทตโตะริ

ทะเลทรายทตโตะริตั้งอยู่ในจังหวัดทตโตะริ หนึ่งในสามของทะเลทรายในญี่ปุ่นและเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในสามแห่ง

280x420_growth_hormone_deficiency

สามารถเดินในทะเลทรายได้ตามอัธยาศัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และยังมีบริการเช่ารองเท้าที่ใส่เดินบนทะเลทราย และมีรถเข็นเตรียมไว้ให้ท่านขึ้นหน้าผาชันได้สะดวกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ท่านยังสามารถขี่อูฐเดินเล่นในทะเลทราย และยังสามารถท้าทายประสบการณ์ลอยร่มชูชีพและเครื่องร่องไกลเดอร์ได้อีกด้วย
จากริมฝั่งทะเลของทะเลทรายแห่งนี้ท่านสามารถสัมผัสได้ถึงความสวยงามของธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนที่โดนแสงแดดพระอาทิตย์ส่องเข้าทำให้สัมผัสได้ถึงความร้อนของทะเลทราย ท่านสามารถเลือกเอาได้ว่าจะมาในช่วงหน้าร้อนหรือหน้าหนาวที่อากาศเย็นสบาย.

เก็บเมลอน กินแบบไม่อั้นกันเถอะ !

การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลทั้งสี่ในประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีผลไม้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูร้อนจะมีเมลอน ซึ่งหาทานสายพันธุ์ต่างๆได้ทั่วประเทศ เมื่อเทคโนโลยีการปลูกในเรือนกระจกเข้ามามีส่วนในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่นเริ่มต้นการเพาะปลูกเมลอนอย่างจริงจัง การปรับแต่งสายพันธุ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ได้เมล่อนที่มีคุณภาพสูงเช่นในปัจจุบัน

 

ในญี่ปุ่น มีฟาร์มที่เราสามารถสัมผัสประสบการณ์ “เก็บเมลอน” จากต้นในฟาร์ม และ เพลิดเพลินไปกับการกินเมลอนแบบไม่อั้นได้หลายแห่ง (ส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำการจองและยืนยันล่วงหน้า) ฤดูร้อนปีนี้ ไปสนุกกับ เมลอนของญี่ปุ่นที่หวานฉ่ำกันเถอะ!

จังหวัดวะกะยะมะ (Wakayama) : Muskmelon

melon-01
melon-02

จังหวัดวะกะยะมะ (Wakayama) มีสภาพอากาศอบอุ่น ขึ้นชื่อว่าเป็น “อาณาจักรผลไม้” เนื่องจากปลูกผลไม้อยู่มากมายหลายชนิด ความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่นี่ถือว่าเป็นระดับชั้นนำของประเทศ ไม่ว่าจะฤดูไหน ก็สามารถเพลิดเพลินกับผลไม้สดที่เป็นผลผลิตท้องถิ่นได้ และในเดือนกรกฎาคม ถึงสิงหาคม ที่เป็นฤดูของเมลอน กิจกรรมการเก็บเมลอน จะถูกจัดขึ้นในหลายๆฟาร์ม เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสำหรับการพักผ่อนและท่องเที่ยว

เก็บผลไม้ที่จังหวัดวะกะยะมะ (ภาษาอังกฤษ)

สถานที่: ฟาร์มคิโนะคุนิ เมืองโกโบ(Kinokuni Farm, Gobo city)
ที่อยู่ : 1335-4 Ueno, Nadacho, Gobo-shi, Wakayama
การเดินทาง : 15 นาที ด้วยรถยนต์จาก Gobo IC
จากสถานี Shin-Osaka ขึ้นรถไฟ JR Limited Express Kuroshio ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที มาลงที่สถานี Gobo และขึ้นรถบัส Gobonankai สาย Inami ใช้เวลาประมาณ 20 นาที มาลงที่ป้าย Teramachi ซึ่งสวนอยู่ใกล้ป้ายรถเมล์
ฤดูกาล : ปลายเดือนมิถุนายน – ปลายเดือนสิงหาคม
ค่าเข้า : [เก็บ] 1,800 เยน + เมลอน 1 ลูก (ไม่รวมที่กินไม่อั้น)
[กินไม่อั้น] ผู้ใหญ่ 1,500 เยน / เด็ก 1,200 เยน
※ ต้องจองล่วงหน้า
สถานที่: อันจิน เมืองฮิดะคะงะวะ (Anchin, Hidakagawa Town)
ที่อยู่: 1745-3 Kanemaki, Hidaka-gawa-cho, Hidaka-gun, Wakayama
การเดินทาง : 10 นาที ด้วยรถยนต์จาก Kawabe IC หรือ Gobo IC
จากสถานี Shin-Osaka ขึ้นรถไฟ JR Limited Express Kuroshio ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที มาลงที่สถานี Gobo และเปลี่ยนเป็นสาย Kisei ใช้เวลา 2 นาที มาลงที่สถานี Dojoji และเดินต่อ 3 นาที
ฤดูกาล : ปลายเดือนมิถุนายน – สิงหาคม
ค่าเข้า : [เก็บ] 1,200 เยน (รวมชิมชิ้นเล็ก)
[กินไม่อั้น] 2,500 เยน (รวมเมลอนสำหรับกลับบ้าน)
※ ต้องจองล่วงหน้า

จังหวัดชิซุโอกะ (Shizuoka) : Muskmelon

melon-03

Izu Fruit Park เมืองมิชิมะ (Mishima) จังหวัด ชิซุโอกะ (Shizuoka) เป็นสวนผลไม้ ที่สามารถเก็บผลไม้ทานได้ตลอดทั้งปี มีทั้งร้านอาหารขนาดใหญ่ โรงงานชีสเค้ก รวมไปถึงการเดินชมโรงงานข้าวเกรียบกุ้ง และยังมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจำหน่าย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนจะมีกิจกรรมเก็บเมลอนเนื้อแน่น ที่มีรสหวานสุดๆ ให้กินได้แบบไม่อั้นด้วย

สถานที่: Izu Fruit Park
ที่อยู่: 181-1 Tsukaharashinden, Mishima-shi, Shizuoka
การเดินทาง : จากสถานี Tokyo นั่ง Tokaido / Sanyo Shinkansen ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงไปลงที่สถานี Mishima จากนั้นขึ้นแท็กซี่ หรือ รถบัสโทไค ใช้เวลา 15 นาที มาลงที่ Izu Fruit park
ฤดูกาล : เดือนมิถุนายน – กันยายน
ค่าเข้า : เก็บเมลอน + กินเมลอนได้ไม่อั้น
ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,654 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 2,268 เยน
ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,024 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 1,728 เยน
ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,348 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 2,052 เยน
ทั้งแบบเก็บเมลอน และแบบกินได้ไม่อั้น จำเป็นต้องจองล่วงหน้า
จังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) : Yubari melon
melon-04

ยูบะริเมลอน (Yubari melon) คือ เมลอนเนื้อสีส้มที่ปลูกในเขตยูบะริ (Yubari) ห่างจากใจกลางเมืองซัปโปโร (Sapporo) 40 กิโลเมตร และจากสนามบินชินชิโตเซะ (Shin Chitose Airport) 40 กิโลเมตร มีลักษณะเด่นคือความหวานจัดและความฉ่ำ เนื่องจากการผลิตมีจำกัด ทำให้ไม่สามารถเก็บยูบะริเมลอนแบบไม่อั้นได้ แต่ในเมืองใกล้กันอย่างฟุระโนะ (Furano) เราสามารถกินยูบะริเมลอนเท่าไรก็ได้ไม่จำกัด แนะนำให้ไปลองสักครั้ง

สถานที่ที่สามาถทั้งชิมและกินเมลอนแบบไม่อั้นได้

สถานที่: Yubari resort “Lupinus Restaurant” บุฟเฟต์มื้อเที่ยง
ที่อยู่ : 2nd floor, Hotel Mount Racey, 2-4 Suehiro Yūbari-shi, Hokkaido
การเดินทาง : จากสถานี New Chitose Airport ขึ้นรถไฟ JR สาย Rapid Airport ปลายทางซัปโปโร ใช้เวลา 3 นาที มาลงที่สถานี Minami-Chitose และเปลี่ยนเป็นสาย Sekishō ใช้เวลา 110 นาที มาลงที่สถานี Yubari สถานีเชื่อมต่อถึงเลย
ฤดูกาล : 15 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2016
เวลาทำการ : 11.30 – 13.00 น. (วันธรรมดา) 11.30 – 14.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด) ไม่ต้องจองล่วงหน้า
ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 3,025 เยน เด็ก 2,420 เยน เด็กเล็ก 1,080 เยน

 

เที่ยวญี่ปุ่น อุด้ง เส้นใหญ่ยักษ์ จากร้านที่เก่าแก่กว่า 400 ปี!

อุด้ง เส้นใหญ่ยักษ์ จากร้านที่เก่าแก่กว่า 400 ปี!

ถ้าให้จินตนาการถึงภาพอุด้งที่เคยกินหรือเคยเห็นมา ภาพในหัวของเพื่อน ๆ ทุกคนคงจะเป็นภาพของชาม 1 ใบ ที่ภายในประกอบไปด้วยเส้นสีขาวขุ่นทำจากแป้งขนาดใหญ่กว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวของไทยเล็กน้อย ที่เสิร์ฟมาพร้อมเนื้อสัตว์ ไข่ และผัก ซดกับน้ำซุปร้อน ๆ

แต่วันนี้เราขอให้ทุกคนลืมภาพอุด้งแบบเก่าไปก่อน เพราะ อุด้ง ที่เราจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักในวันนี้ เป็นอุด้งเส้นใหญ่ขนาดเท่านิ้วก้อย แถมยังเสิร์ฟมาให้แค่เส้นเดียว!

Tawaraya Udon ร้าน อุด้ง ในตำนาน

Tawaraya Udon อุด้ง

Tawaraya Udon เป็นร้านอุด้งในตำนานที่ตั้งอยู่ในจังหวัด Kyoto ความพิเศษของ อุด้ง ร้านนี้อยู่ที่ “เส้น” เพราะเส้นอุด้งของที่นี่นั้นแตกต่างไปจากอุด้งร้านอื่นที่เราคุ้นเคย เพราะมันทั้งใหญ่ และยาวกว่า 50 เซนติเมตร ทั้งยังมีความหนาถึง 1.5 เซนติเมตรอีกด้วย!

Tawaraya Udon

บ้างก็บอกกันมาว่าอุด้งเส้นเดียวนี้มีมาแต่นานแล้ว ตั้งแต่ในสมัย Edo ซึ่งผ่านมาเป็นเวลานานถึง 1,700 ปีแล้ว ร้าน Tawaraya Udon เองก็เก่าแก่ไม่แพ้กัน เพราะเปิดทำการมานานกว่า 350-400 ปี จนกลายเป็นตำนาน อุด้ง เส้นเดียวของเขต Kitano จังหวัด Kyoto

ในสมัยก่อนนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่คือนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสักการะศาลเจ้า Tenjin และแวะเวียนมากินอุด้งของที่นี่ก่อนกลับ เพราะเหล่านักแสวงบุญทั้งหลายนั้นมีความเชื่อว่าการกินอุด้งจะช่วยให้มีชีวิตยืนยาวเหมือนกับความยาวของเส้น ทำให้อุด้งเส้นยักษ์ของร้าน Tawaraya Udon นั้นได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยนั้น

Tawaraya Udon

“หนา เหนียว หนึ่ง” 3 คำ สำหรับ Tawaraya Udon แห่งนี้ และไม่เพียงขนาดเท่านั้นที่โดดเด่น รสชาติของอุด้งก็ดีเช่นกัน เส้นที่ใหญ่ยักษ์ทำให้ทางร้านต้องใช้เวลาในการต้มเส้นนานถึง 60 นาที เพื่อให้ได้เส้นอุด้งที่เหนียวนุ่มพอดี กินแล้วลื่นคอ ซึ่งขนาดของอุด้งที่ใหญ่นี้เอง ทำให้ได้สัมผัสตอนเคี้ยวคล้ายกับขนมโมจิ ส่วนน้ำซุปนั้นก็หอมกลิ่นของวัตถุดิบอย่างปลาทะเล สาหร่ายทะเล และปลาหมึกแห้ง

Tawaraya Udon

และเมนูของที่นี่ไม่ได้มีเพียงอุด้งเส้นเดียวเท่านั้น เพราะยังมีอุด้งขนาดปกติและเมนูอื่น ๆ เสิร์ฟด้วย แต่ถ้าใครตั้งใจจะมาลองเจ้าอุด้งยักษ์นี้ล่ะก็ ขอให้มารอคิวก่อนเวลาร้านเปิดเพื่อความชัวร์ เพราะเมนูยอดฮิตนี้อาจขายหมดตั้งแต่ชั่วโมงแรกหลังจากเปิดร้าน

Tawaraya Udon

ที่อยู่ 918 Kamigyo Ward, Kyoto
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟ Local สาย Keifuku Dentetsu-Arashiyama Line มาลงสถานี Kitonohakubaisho ออกทางออกถนน Tenjin Dori แล้วเดินอีก 7 นาที
เวลาทำการ หยุดวันอังคาร 11.00-16.00 น.
ราคา ประมาณ 900 เยน
โทรศัพท์ 07-5463-4974
Website Tawaraya Udon

ไปเที่ยวญี่ปุ่น ต้องหา อิ่มสะดวกด้วย 11 เบนโตะ

อิ่มสะดวกด้วย 11 เบนโตะสุดอร่อยที่สถานี Shin-Osaka

สถานี Shin-Osaka เป็นสถานีที่เราสามารถเดินได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และยังเป็นที่ตั้งของร้านอาหารจำนวนมากที่เปิดให้บริการตั้งแต่เช้าไปจนดึก สามารถมาฝากท้องได้ทุกเวลาในยามหิว ในวันนี้เราขอแนะนำมื้ออาหารสไตล์เบนโตะที่ทั้งอร่อยและอิ่มท้องให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกัน โดย 11 เบนโตะเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ที่ร้านค้าภายในสถานี Shin-Osaka นั่นเอง

1Hippari Dako-Meshi : ข้าวหม้อดินหน้าปลาหมึก

Hippari Dako-meshi

เริ่มกันที่เมนูแรก คือ Hippari Dako-Meshi ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างด้วยภาชนะบรรจุที่มองไปก็คล้ายกับโอ่งจิ๋วบ้านเรา แต่ความจริงแล้วมันถูกทำขึ้นเลียนแบบอุปกรณ์จับปลาหมึกในสมัยโบราณนั่นเอง ภายในอัดแน่นไปด้วยข้าว ปลาไหลทะเล ปลาหมึก และผักนานาชนิด คล้ายข้าวอบหม้อดิน รสชาติอร่อยกลมกล่อมออกเค็มนิด ๆ ซึ่งน่าจะถูกใจชาวไทยอย่างเรา

Awajiya1682

ที่อยู่ ชั้น 3 โซน Eki Marche
เวลาทำการ 9.30-22.00 น.
ราคา 980 เยน
โทรศัพท์ 07-8431-1682
Facebook Awajiya1682

2Takomusu : ข้าวปั้นทาโกะยากิ

takomusu

Takomusu อีกหนึ่งเมนูปลาหมึกที่มาในรูปของข้าวปั้นขนาดพอดีคำ เป็นการนำเอาเมนูดังแห่งโอซาก้าอย่างทาโกะยากิมาทำเป็นหน้าของข้าวปั้น แล้วห่อด้วยสาหร่ายได้เป็นข้าวปั้นทรงน่ารักน่ากิน รสชาติเค็มและหวานของวัตถุดิบเข้ากันได้ดี เสิร์ฟร้อน ๆ กลิ่นหอมเย้ายวน คงไม่ต้องบรรยายว่าอร่อยขนาดไหน

Kakisen

ที่อยู่ ชั้น 3 Omiyage Rakuichi
ราคา 5 ชิ้น 682 เยน
โทรศัพท์ 07-2330-3000
Facebook Kakisen

3Pork Katsu Sandwich : แซนด์วิชหมูทอดแห่ง Daruma

katsu sandwich

ร้านของทอดชื่อดังแห่งโอซาก้าอย่าง Kushikatsu Daruma ที่นอกจากเมนู Kushikatsu ยอดนิยมแล้ว ที่นี่ยังมีเบนโตะสุดอร่อยเป็นแซนด์วิชหมูทงคัตสึที่เลือกใช้เฉพาะส่วนสะโพกมาทำเท่านั้น ราดด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้านที่เรารู้กันดีว่าอร่อยยกนิ้วอยู่แล้ว โดยแซนด์วิชชิ้นใหญ่จะถูกหั่นแบ่งเป็น 8 ชิ้น ทำให้กินได้ง่ายยิ่งขึ้น

Kushikatsu Daruma

ที่อยู่ จุดจำหน่ายตั๋ว ชั้น 3 Osaka Noren-Meguri
ราคา 680 เยน
โทรศัพท์ 06-6213-8101
Website Kushikatsu Daruma

4Nakanoshima Beef Sandwich : แซนด์วิชเนื้อชั้นดี

beef sandwich

อีกหนึ่งแซนด์วิชที่มาเอาใจคนรักเนื้อโดยเฉพาะนั่นคือ Nakanoshima Beef Sandwich ที่ใช้เนื้อ Matsusakagyu จากจังหวัด Mie ในการผลิต ซึ่งชาวญี่ปุ่นนั้นรู้ดีว่าที่นี่คือแหล่งผลิตเนื้อคุณภาพดี อีกทั้งขนมปังปิ้งด้วยไฟอ่อน ๆ จนได้สีน้ำตาลน่ารับประทาน กรอบนอกนุ่มใน สอดไส้ด้วยเนื้อวัวลายหินอ่อนที่มีไขมันสอดแทรกและส่วนเนื้อแดงที่แน่นอร่อย จากนั้นนำไปชุบแป้งทอดจนกรอบได้ที่ ราดซอสรสออกหวานนิด ๆ ปิดท้าย ได้เป็นแซนด์วิชเนื้อที่แตกต่างแต่ลงตัว

M-Deli

ที่อยู่ ชั้น 3 ร้าน M&DELI บริเวณจุดรอรถไฟ Shinkansen
เวลาทำการ 6.30-21.00 น.
ราคา ขนาดเล็ก 700 เยน และขนาดใหญ่ 1,210 เยน
โทรศัพท์ 06-4806-0014
Website M-Deli

5Hakkaku Bento : เบนโตะโบราณ

Hakkaku Bento

เป็นเวลากว่า 40 ปี แล้วที่ Hakkaku Bento ตั้งจำหน่ายอยู่ ณ บริเวณสถานีรถไฟโอซาก้า เป็นข้าวกล่องที่เสิร์ฟด้วยเมนูอาหารสไตล์คันไซ ประกอบไปด้วยปลาย่างและผักหลากชนิดที่ใช้วิธีการจัดเตรียมแบบโบราณ ข้าวก็ผ่านการหุงมาอย่างดีเพื่อให้นุ่มอร่อยแม้จะต้องบรรจุอยู่ในเบนโตะหลายชั่วโมง แต่รับรองว่าอร่อยและอิ่มตลอดการเดินทางแน่นอน

Suiryoken

ที่อยู่ ร้านค้าจำหน่ายเบนโตะทั่วไปบริเวณจุดรอรถไฟ Shinkansen
ราคา เริ่มต้น 1,000 เยน
โทรศัพท์ 06-6150-4137
Website Suiryoken

6Temari Sushi : เบนโตะซูชิหลายสไตล์

temari sushi

นี่คือซูชิที่มาในรูปของข้าวกล่อง ประกอบไปด้วยซูชิหลากไซส์ หลายหน้า มากทรง รวมไปถึงซูชิทรงกลมแปลกตาที่เรียกว่า ‘Temari Sushi’ ก็มีอยู่ในเบนโตะเซ็ตนี้ด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วจะนิยมกินกันในช่วงเทศกาลเท่านั้น ต่อกันด้วยซูชิทรงสามเหลี่ยม ‘Oshi Sushi’ ที่เป็นอีกหนึ่งความพิเศษของจังหวัดโอซาก้า โดยซูชิทุกคำนั้นจะดูแปลกตาไปจากซูชิที่นักท่องเที่ยวอย่างเราพบตามร้านอาหารทั่วไป เรื่องรสชาติก็คงไม่ต้องพูดถึง เพราะซูชิของญี่ปุ่นนั้นเป็นสุดยอดอยู่แล้ว

Temari Sushi

ที่อยู่ ชั้น 3 Eki Marche ด้านในจุดจำหน่ายตั๋ว
เวลาทำการ 9.30-22.00 น.
ราคา 1,030 เยน

7Kakinoha Sushi : เบนโตะซูชิห่อใบพลับ

Kakinoha Sushi

Kakinoha Sushi คืออีกข้าวกล่องซูชิที่ประกอบไปด้วยซูชิขนาดพอดีคำมาในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ห่อมาด้วยใบพลับดูน่ารักแปลกตา นิยมรับประทานกันในเมือง Nara และ Wakayama โดยเฉพาะในบริเวณที่อยู่ใกล้กับภูเขาซึ่งเป็นแหล่งของอาหารทะเล หน้าของซูชิ Kakinoha ยอดนิยม คือ ปลาแซลมอน ปลาซาบะ และหน้าปลาทะเลอื่น ๆ ซึ่งใบพลับที่ใช้ห่อนั้นไม่สามารถกินได้แต่มีไว้เพื่อป้องกันแบคทีเรีย เนื่องจากซูชิเหล่านี้มีวัตถุดิบเป็นอาหารสดอย่างปลาดิบแต่ต้องบรรจุอยู่ในกล่องข้าวเป็นเวลาหลายชั่วโมง จึงต้องใส่ใจเรื่องการเก็บรักษาเป็นพิเศษ

Kakinoha Sushi

ที่อยู่ ร้านค้าจำหน่ายเบนโตะทั่วไปภายในสถานี
ราคา เริ่มต้น 1,000 เยน

8Kinki Agimaguri : เบนโตะอาหารพื้นเมือง

Kinki Agimaguri

ในแถบคันไซนั้นมีชื่อเสียงโด่งในเรื่องผลิตผลทางการเกษตรอย่างผักและเนื้อวัว และ Kinki Agimaguri เบนโตะกล่องนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสกับรสชาติของอาหารพื้นเมืองอย่างแท้จริง เพราะวัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ใช้ได้จากผลิตผลท้องถิ่นอย่างเนื้อวัวและเนื้อไก่จาก Chiga รวมไปถึงมะเขือยาวจากโอซาก้า ซึ่งบนฝาด้านในเบนโตะแต่ละกล่องจะมีคำอธิบายเพื่อบอกเราว่าอาหารแต่ละชนิดนั้นมีแหล่งผลิตจากที่ใดอีกด้วย

Kinki Agimaguri

ที่อยู่ ร้านค้าจำหน่ายเบนโตะทั่วไปภายในสถานี
ราคา 980 เยน
โทรศัพท์ 01-2059-6010

9Takoju : ทาโกะยากิและข้าวผัดปลาหมึก

takoyaki

หากคุณต้องการลิ้มรสชาติทาโกะยากิก่อนจะกล่าวอำลาโอซาก้าไป คุณสามารถซื้อ Takoju ทาโกะยากิที่มาในรูปของเบนโตะได้ที่สถานี Shin-Osaka แห่งนี้ ผลิตขึ้นโดย Kukuru ร้านทาโกะยากิชื่อดังจาก Dotonburi จึงมั่นใจในเรื่องรสชาติได้เลย และเบนโตะกล่องนี้ยังเสิร์ฟมาพร้อมข้าวผัดปลาหมึกด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่อิ่ม

Kukuru

ที่อยู่ ชั้น 3 ร้านขายเบนโตะภายในจุดจำหน่ายตั๋ว
เวลาทำการ 10.00-21.00 น.
ราคา 1,030 เยน

10Chikiben : ข้าวหน้าราเมน

chikiben

Chikira House เป็นร้านอาหารที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างบริษัทผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยักษ์ใหญ่อย่าง Nissin และ Chikin Ramen ร้านราเมนชื่อดังแห่ง Eki Marche เมนูที่แนะนำคือ Chikibenเป็นการผสมผสานที่ลงตัวของ Chikin Ramen และข้าวรสชาติราเมน โดยจะเสิร์ฟมาพร้อมกับไก่ย่างและไก่ตุ๋น และความพิเศษที่มีมากไปกว่าอาหารเบนโตะทั่วไป คือ เจ้ากล่องข้าวที่ใช้บรรจุนี้มีระบบอุ่นอาหารในตัวเอง! ซึ่งจะทำให้คุณได้กินอาหารที่เหมือนปรุงสดใหม่ร้อน ๆ อย่างแน่นอน

Chikira House

ที่อยู่ 189 Ubayanagicho Nakagyo-ku Kyoto Kyoto
เวลาทำการ 9.30-22.00 น.
ราคา 1,188 เยน
โทรศัพท์ 06-6829-7314
Website Chikira House

11Butaman : ซาเลาเปาไส้หมูจาก 555 Horai

buta bun 551

แม้ซาลาเปาจะไม่จัดอยู่ในอาหารประเภทเบนโตะ แต่เมนูซาลาเปาของร้าน 551 Horai Butaman ที่มีชื่อเสียงจนต้องยกมาเป็นอีกเมนูอาหารที่สามารถซื้อทานแทนเบนโตะได้ และยังมีจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศอีกด้วย แต่คุณสามารถหาทานซาลาเปาที่ผลิตสดใหม่ได้ที่โอซาก้าเท่านั้น เพราะหากซื้อที่จังหวัดอื่นจะเป็นแบบแช่แข็ง ไม่สดใหม่ และที่สถานี Shin-Osaka นี้คุณจะได้ทานซาลาเปาไส้หมูหน้าตาธรรมดาสุดอร่อยที่ถูกนึ่งจนสุกด้วยเครื่องประจำร้านแต่ละสาขาในสถานี จากนั้นก็ลิ้มรสซาลาเปาร้อน ๆ นี้บนรถไฟได้เลย

555 Horai

ที่อยู่ ร้าน 551 Horai ที่มีอยู่หลายสาขา ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ทั้งด้านในและด้านนอกของจุดจำหน่ายตั๋ว
เวลาทำการ 9.30-22.00 น.
ราคา เริ่มต้น 340 เยน (2 ลูก)
โทรศัพท์ 06-6304-0551
Facebook 555 Horai

เที่ยวญี่ปุ่น บุฟเฟ่ต์ปู ที่โอซาก้า ไม่มาแล้วจะเสียใจ!

1Chiso Zanmai : ร้านที่คนไทยคุ้นเคย

Chiso Zanmai

ถึงเวลาออกตามหาห้างสรรพสินค้า Daimaru Umeda กันอีกครั้ง แต่คราวนี้เราจะไปกันที่สาขาโอซาก้า ตามคำบอกเล่าต่อกันมาถึงร้าน CHISOZANMAI อีกหนึ่งบุฟเฟ่ต์นานาชาติในราคาคุ้มค่า

Chiso Zanmai

เหตุผลที่ร้านแห่งนี้เริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก ก็เนื่องมาจาก “ปู” นั่นเอง เพราะบุฟเฟ่ต์ของที่นี่นั้นรวมเมนูปูอันเป็นที่หมายปองของใครหลายคนเอาไว้ด้วย

Chiso Zanmai

เวลา 2 ชั่วโมงเต็ม ๆ ที่ทางร้านจัดให้เพื่อเอาใจคนรักบุฟเฟ่ต์ เราขอให้คุณจัดสรรเวลาที่มีให้ดี เพราะเขามีเมนูอาหารมากมายหลายชนิดจนคุณอาจเลือกไม่ถูก

Chiso Zanmai

นอกจากปูแล้ว ก็ยังมีอาหารญี่ปุ่นอย่างซาชิมิที่เนื้อแซลมอนนั้นทั้งสดและหวาน ซูชิ อุด้ง เทมปุระ ส่วนอาหารจีนก็จะเป็นพวกติ่มซำ ซาเลาเปา และอาหารอิตาเลียนอย่างพาสต้าและพิซซ่าที่ชีสเยิ้มอร่อยสุด ๆ แต่ระวังอย่าทานเยอะ เดี๋ยวจะกินปูไม่ไหวเสียก่อน

Chiso Zanmai

เนื้อปูรสหวานออกเค็มนิด ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ จิ้มกับน้ำจิ้มโชยุสไตล์ญี่ปุ่น หรือหากคิดถึงรสชาติจัดจ้านแบบชาวไทย ก็อย่าลืมพกน้ำจิ้มซีฟู้ดมาทานคู่กัน

Chiso Zanmai

ปูยักษ์ขายาวใหญ่ กินง่าย เพียงหักบริเวณที่ห่างออกมาจากข้อต่อเสียหน่อย เพื่อไม่ให้เนื้อปูด้านในฉีกขาด คุณก็จะได้กินเนื้อปูแบบเต็มชิ้น

Chiso Zanmai

หรือถ้าหากยังไม่จุใจ ก็ตักเอาส่วนก้ามปูมาเลย ใช้อุปกรณ์ที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ (วางอยู่ข้างถาดใส่ปูในไลน์อาหาร) มากระเทาะแกะปูออก แล้วเริ่มบรรเลงปูตรงหน้ากันได้เลย

มากินปูที่นี่ ไม่ต้องจองล่วงหน้าให้วุ่นวาย สามารถเดินทางมาที่ร้านได้เลย เมื่อมาถึงก็บอกจำนวนคนที่มา จากนั้นนั่งรอเรียกคิว แต่ร้านนี้เขาเปิดบริการตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 5 ทุ่มเท่านั้นนะคะ

Chiso Zanmai

ที่อยู่ ชั้น 14 ห้างสรรพสินค้า Daimaru Umeda, 3-1-1, Umeda, Kita-ku, Osaka-shi
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟ JR สาย Osaka Loop Line ลงสถานี Osaka ออกทางออกไปโรงแรม Hotel Grandvia Osaka แล้วเดินอีก 4 นาที ห้างจะอยู่ตรงข้ามโรงแรม
เวลาทำการ 17.00-23.00 น.
ราคา 2,808 เยน
โทรศัพท์ 06-4796-7290
Website Chiso Zanmai

ดูแผนที่ Chiso Zanmai

2Toki no Shizuku : บูชา ชาบู บุฟเฟ่ต์ปู ที่โอซาก้า

Tokinoshizuku

อาหารทะเลสด ๆ ถูกยกมาไว้ที่ร้าน Toki no Shizuku แห่งนี้แล้ว มีทั้งกุ้ง หอย ปู ปลาที่รอคอยให้เพื่อน ๆ มากินได้เต็มที่แบบบุฟเฟ่ต์

Tokinoshizuku

มาที่นี่แล้วต้องห้ามพลาดเมนูชาบู ชาบูต้นตำรับสไตล์ญี่ปุ่น ที่วัตถุดิบของอร่อยเหล่านี้ก็คือสารพัดอาหารทะเลสดใหม่ที่ทางร้านจัดหนักไว้เพื่อลูกค้าคนพิเศษเช่นคุณโดยเฉพาะ

คุณจะได้ใช้เวลาสำหรับอาหารมื้อนี้ในห้องส่วนตัว พร้อมกับหม้อชาบูของคุณ

Tokinoshizuku

เมนูปูหิมะเนื้อหวานที่คุณรอคอยก็มีให้กินแบบบุฟเฟ่ต์ จะกินในหม้อชาบูเป็นเมนูร้อน หรือจะสั่งแบบนึ่งมาทานก็อร่อยเหมือนกัน

อิ่มจากมื้ออาหารคาวแล้ว ที่นี่ก็มีบริการของหวานตบท้ายก่อนจะกลับไปนอนฝันหวาน

Toki no Shizuku

ที่อยู่ ชั้น 2 อาคาร Nakanishi, 1-3-16 Dojimahama, Kita-ku, Osaka-shi, Osaka, 530-0004
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟ JR สาย Touzai-Gakken ลงสถานี Kitashinchi แล้วเดินอีก 5 นาที
เวลาทำการ วันจันทร์-ศุกร์ : 11.30-14.00 น./17.00-24.00 น., วันเสาร์ : 17.00-24.00 น.
ราคา 6,000 เยน
โทรศัพท์ 06-6344-4410

ดูแผนที่ Toki no Shizuku

3Kanikoboh : ยิ่งกว่าสด

แค่เพียงชื่อร้านก็บ่งบอกแล้วว่าที่นี่มีอะไรดี “Kani” ในภาษาญี่ปุ่นนั้นแปลว่าปู จึงแน่นอนว่าร้าน Kanikoboh นั้นเสิร์ฟเมนูปูเป็นหลัก ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ปู ไม่ว่าจะปูนึ่ง ปูย่าง ซุปปู

Kanikobou

ภายใต้การควบคุมของบริษัทจัดจำหน่ายอาหารทะเลสด ทำให้มั่นใจได้ว่าวัตถุดิบของที่นี่มีคุณภาพดี สดใหม่ และสะอาด

Kanikobou

บรรยากาศตกแต่งแบบสบาย ๆ ไม่แออัด ไม่ดูหรูหราจนเกินไป ชวนให้นึกถึงร้านอาหารทะเลของบ้านเรา นั่งกินกันแบบชิลล์ ๆ

บุฟเฟ่ต์ปู

บนโต๊ะของคุณจะประกอบไปด้วยหม้อต้มและเตาย่างให้คุณได้เนรมิตเมนูเฉพาะตัวจากวัตถุดิบในไลน์อาหาร

Kanikobou

บุฟเฟ่ต์ปู

เมนูอาหารไว้คั่นระหว่างรอปูสุกก็มีหลากหลาย เช่น เทมปุระ เฟรนช์ฟราย ซูชิและอาหารญี่ปุ่นพื้นบ้านอีกมากมาย

เที่ยวญี่ปุ่นต้องไป 3 ที่สุดแห่ง ร้านอาหารโกเบ ที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

เมื่อโกเบไม่ได้มีดีแค่ ‘เนื้อโกเบ’ เท่านั้น ! วันนี้เราจึงขอพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักและสร้างความสนิทสนมกับเมืองโกเบกันให้มากขึ้นอีกนิดด้วยการแนะนำร้านอาหารแสนอร่อยทั้ง 3 ร้านที่แต่ละร้านต่างมีจุดเด่นที่ต่างกันไป โดยทุกร้านสามารถนำเสนอความเป็นโกเบออกมาได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ เลยล่ะ

Kobe (โกเบ) นั้นถือเป็นเมืองท่าแห่งภูมิภาคคันไซที่หลายคนรู้จักและคุ้นเคยกับชื่อนี้ในฐานะที่เป็นเมืองของเนื้อชั้นดีหรือที่เราพูดกันติดปากว่า ‘เนื้อโกเบ’ นั่นเอง แต่ใครเล่าจะรู้ว่าโกเบแห่งนี้มีอะไรที่น่าสนใจและน่าค้นหามากไปกว่าเนื้อวัว

kobe

ด้วยความที่โกเบเป็นเมืองท่าสำคัญของญี่ปุ่นมาเป็นระยะเวลายาวนานทำให้ที่นี่เป็นแหล่งที่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทำธุรกิจเป็นจำนวนมากจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่เราจะเห็นวัฒนธรรมจากฝั่งตะวันตกแทรกซึมอยู่ทั่วทุกพื้นที่ในเมืองไม่ว่าจะเป็นในด้านวัฒนธรรม อาหาร สิ่งก่อสร้าง และอื่น ๆ

ในวันนี้เราขอพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักและสร้างความสนิทสนมกับเมืองโกเบกันให้มากขึ้นอีกนิดด้วยการแนะนำร้านอาหารแสนอร่อยทั้ง 3 ร้านที่แต่ละร้านต่างมีจุดเด่นที่ต่างกันไป ซึ่งทุกร้านสามารถนำเสนอความเป็นโกเบออกมาได้อย่างน่าสนใจ

Tooth Tooth Maison 15th (トゥーストゥース・メゾン・ジュウゴ)

tooth 3

เริ่มต้นกันที่แห่งแรกกับร้าน Tooth Tooth Maison 15th ที่ในอดีตเคยเป็นบ้านหลังเก่าแห่งโกเบที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นโดยมีชื่อเดิมว่า Kyu Kobe Kyoryuchi 15 Ban Kan

tooth 2

บ้านแห่งนี้มีการออกแบบในสไตล์โคโลเนียลหรือที่แปลเป็นไทยว่าศิลปะแบบอาณานิคม เป็นสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงล่าอาณานิคมของมหาอำนาจชาวตะวันตกที่เข้ามายึดครองพื้นที่และปลูกสร้างสิ่งก่อสร้าง อาคารบ้านเรือนต่าง ๆ เอาไว้ โดยมีลักษณะการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างศิลปะจากตะวันตกร่วมกับศิลปะของช่างฝีมือท้องถิ่น

tooth 4

ภายในร้านตกแต่งอย่างหรูหราตามแบบฉบับของชาวตะวันตกโบราณ ตั้งแต่โต๊ะเก้าอี้ กำแพง ฝาผนัง เฟอร์นิเจอร์และเครื่องเรือนตกแต่งร้านอื่น ๆ ที่เข้ากันอย่างผ้าม่าน โคมไฟ หรือภาพวาดตกแต่งที่มีเสน่ห์และความสวยงามในแบบที่หาดูได้ยากจากร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป

tooth 13

บรรยากาศโดยรวมของที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังนั่งรับประทานอยู่ในพิพิธภัณฑ์เก่าแก่ที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของอดีต ได้อรรถรสในการทานอาหารไปอีกแบบหนึ่ง

tooth 6

ชื่นชมกับบรรยากาอันสวยงามทั้งภายในและภายนอกของร้านกันจนครบทุกมุมก็ถึงเวลาอาหารแล้ว ที่นี่จะเสิร์ฟเมนูอาหารสไตล์โกเบผสมผสานกับวัฒนธรรมอาหารดั้งเดิมของฝรั่งเศสรวมเข้ากันกับเทคนิคการปรุงอาหารแบบร่วมสมัย

tooth 8

การรวมตัวกันนี้รังสรรค์ให้เกิดเป็นเมนูอาหารที่มีส่วนผสม รสชาติ และหน้าตาที่แสนจะลงตัว ซึ่งทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบที่ได้จากในท้องถิ่นของเมืองโกเบทั้งหมดมาปรุงขึ้นเป็นเมนูต่าง ๆ ได้อย่างน่าอร่อยและเต็มเปี่ยมไปด้วยศิลปะ

tooth 9

เราสามารถเดินทางมารับประทานอาหารที่่นี่ได้ตลอดทั้งวันเพราะมีเสิร์ฟทั้งเมนูอาหารกลางวันแบบเบา ๆ อย่างพาสต้า เสต็กปลา ปลาแซลมอน โดยจะเสิร์ฟมาในปริมาณไม่เยอะแต่เน้นให้ลูกค้าได้ทานอาหารหลายชนิด ซึ่งมื้อกลางวันนี้จะเสิร์ฟเป็นคอร์ส

tooth 10

หากเดินทางมาในช่วงเวลาเย็นที่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ทางร้านจะเสิร์ฟเป็นมื้อดินเนอร์ a la carte แบบจัดเต็มที่เน้นอาหารมื้อหนักปริมาณมากให้อิ่มท้อง เพราะหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้วอาหารมื้อหนักเท่านั้นที่เราคู่ควร

tooth 11

และสำหรับใครที่ไม่เน้นของคาวแต่เน้นของหวานก็เหมาะมาก ๆ ที่จะแวะมานั่งจิบชาและละเลียดกินขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสที่นี่เพราะเค้ามีเสิร์ฟชุดน้ำชาหรูหราสไตล์ฝรั่งเศสที่น่ารักน่ากินสุด ๆ หรือหากกลัวกินไม่หมดก็สามารถสั่งเค้กเป็นชิ้นแทนก็ได้

ถ้ามาที่ร้าน Tooth Tooth Maison 15th แห่งนี้ นอกจากความอิ่มอร่อยแล้ว เรายังได้รับบรรยากาศของร้านอาหารที่ถือเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอีกด้วย เรียกได้ว่ามาที่เดียวได้ครบเลย

Tooth Tooth Maison 15th (トゥーストゥース・メゾン・ジュウゴ)

ที่อยู่ 15 Naniwamachi Chuo-ku, Kobe, Hyogo
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟสาย Kaigan Line มาลงสถานี Kyukyoryuchidaimaru-Mae แล้วเดินอีก 6 นาที
เวลาทำการ 11.00-23.00 น.
ราคา ประมาณ 6,000 เยน
โทรศัพท์ 078-332-1515
Website Tooth Tooth Maison 15th

ดูแผนที่ Tooth Tooth Maison 15th (トゥーストゥース・メゾン・ジュウゴ)

Aomori (青森 神戸市)

aomori 2

ในพื้นที่เขต Nagata ของเมืองโกเบ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Komagabayashi เป็นที่ตั้งของร้านอาหารขนาดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่มีเพียงป้ายชื่อร้านภาษาญี่ปุ่นติดอยู่ หากนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินผ่านไปผ่านมาก็คงไม่อาจรู้ได้ว่าที่นี่เป็นร้านอะไรกันแน่

aomori 4

หากมองกันแค่เพียงภายนอกที่นี่คงเป็นเพียงร้านอาหารอะไรก็ไม่รู้หน้าตาธรรมด๊าธรรมดา ไม่มีแม้แต่รูปภาพอาหารที่จะดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้าน และวันนี้เราขอเฉลยให้ได้รู้ว่าที่นี่คือร้านแรกในตำนานของเมนูโซบะเมชิ เมนูที่โด่งดังไปทั่วญี่ปุ่นแล้วในปัจจุบัน

aomori

โซบะเมชิคือเมนูที่เป็นการผสมผสานกันระหว่างข้าวผัดกับยากิโซบะ ถือเป็นเมนูขึ้นชื่อของย่าน Nagata ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ของเมืองที่เต็มไปด้วยร้านอาหารหลากหลายชนิด แต่เมนูนี้กลับได้รับความนิยมมากที่สุด

จากเมนูยอดนิยมในท้องถิ่นราคาไม่แพงที่ได้รับความสนใจจากสื่อญี่ปุ่นถ่ายทอดผ่านสื่อสาธารณะจนทำให้เมนูจานนี้กลายเป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วทั้งญี่ปุ่นในเวลาไม่นาน

aomori

ยากิโซบะคือ เมนูบะหมี่ผัดของญี่ปุ่น ซึ่งมีวิธีการทำที่ง่ายมาก ๆ และวัตถุดิบที่ใช้ก็สามารถหาได้จากในครัวเรือน ซึ่งโซบะเมชินี้เองก็คล้ายกันตรงที่ทางร้านเลือกเอาข้าวมาผัดรวมกับเส้นจนเกิดเป็นเมนูแสนอร่อย

แม้ในปัจจุบันจะเริ่มมีหลายร้านที่เสิร์ฟโซบะเมชิตามกระแสนิยมแต่บอกเลยว่าไม่มีที่ไหนเหมือนที่นี่อย่างแน่นอน เพราะร้าน Aomori แห่งนี้คือร้านแรกในตำนานแห่งเมนูโซบะเมชิ

aomori 8 

หน้าตาของมันช่างเย้ายวนชวนหิวเสียเหลือเกิน แม้รูปลักษณ์จะดูแล้วเหมือนข้าวผัดธรรมดาแต่สีสันนั้นจัดจ้านดูมีรสชาติอร่อย ซึ่งเรื่องรสชาตินั้นก็ดีจริง ๆ เสียด้วยล่ะ

aomori 6

ผัดโชว์กันสด ๆ ตรงกระทะที่อยู่เบื้องหน้าให้น้ำลายไหลกันไปเลยในระหว่างที่รอ กลิ่นหอม ๆ ลอยโชยมาเตะจมูกเข้าอย่างจัง เสียงฉ่าจากการผัดให้สุกดังขึ้นเป็นระยะและเมื่อเสร็จเรียบร้อย โซบะเมชิของเราก็มาอยู่ตรงหน้าพร้อมให้ตักกินแล้ว

ถ้าใครอยากรู้ว่ารสชาติของโซบะเมชิร้านแรกในตำนานมันเป็นอย่างไรก็ต้องมาลองดูที่ร้านนี้เลย นอกจากโซบะเมชิแล้วก็ยังมีเมนูยากิโซบะแบบคลาสสิกในเมนูเช่นกัน เชิญมาสัมผัสความรู้สึกของต้นตำรับได้ที่นี่

Aomori (青森 神戸市)

ที่อยู่ 4-8-6 Kubocho, Nagata-ku, Kobe, Hyogo
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟสาย Kaigan Line มาลงสถานี Komagabayashi แล้วเดินอีก 4 นาที
เวลาทำการ ช่วงกลางวัน : 11.30-14.30 น. ช่วงเย็น : 17.00-22.30 น.
ราคา ประมาณ 1,200 เยน
โทรศัพท์ 078-611-1701

ดูแผนที่ Aomori (青森 神戸市)

Wakkoqu Kobe Beef Steak (和黒 北野坂本店)

wakkou 3

เมื่อเดินทางมาถึงเมืองโกเบทั้งทีต้องห้ามพลาดเมนูเนื้อโกเบโดยเด็ดขาด เพราะที่โกเบนั้นเป็นแหล่งเนื้อวัวชั้นดีที่ใคร ๆ ก็ต้องเคยได้ยินชื่อกันทั้งนั้น เนื้อโกเบเป็นเนื้อที่ได้จากวัวขนดำพันธุ์ดีที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างพิถีพิถัน ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพและจัดเรตเกรดของเนื้อวัวญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานสากลจนได้รับการยอมรับให้เป็นเนื้อคุณภาพดีในอันดับต้น ๆ ของโลก

wakkou 1

ในโกเบมีร้านเสต็กเฮาส์ที่ขึ้นชื่ออยู่หลายร้าน แต่ร้านที่เราจะมาแนะนำในวันนี้ชื่อว่า Wakkoqu Kobe Beef Steak เป็นร้านที่มีความโดดเด่นตั้งแต่รูปลักษณ์การออกแบบร้านที่ใช้อิฐสีแดงสดใสที่ดูเหมือนกับเป็นเตาอบพิซซ่าขนาดยักษ์ แค่เห็นเท่านี้ก็รู้สึกท้องร้องเสียแล้ว

wakkou 4

การออกแบบตกแต่งภายในก็ไม่น้อยหน้าด้านนอก มีความหรูหราของอิทธิพลที่ได้รับมาจากสไตล์ตะวันตก ความรู้สึกคล้ายบ้านของผู้ดีในอดีตที่มีเฟอร์นิเจอร์ที่สวยงามและหรูหรา

wakkou 2

เมนูอาหารที่สามารถดึงเอารสชาติของเนื้อโกเบออกมาได้มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเสต็กที่เรียกได้ว่าเป็นเมนูห้ามพลาดจริง ๆ เพราะการปรุงด้วยวิธีการของเสต็กนั้นจะช่วยดึงเอากลิ่นรสและสัมผัสของเนื้อวัวชั้นดีออกมาได้อย่างถึงแก่นที่สุด

และที่ร้านแห่งนี้ก็ถือเป็นร้านที่มีเมนูเสต็กเนื้ออร่อยที่สุดร้านหนึ่งของเมืองโกเบ สิ่งแรกที่ทางร้านคำนึงถึงในการทำเมนูเสต็กคือการเลือกใช้วัตถุดิบเป็นเนื้อวัวเกรดดีที่ผ่านการตรวจสอบและคัดสรรมาเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้น

wakkou 5

เมื่อได้เนื้อวัวชิ้นเลิศจากแหล่งผลิตมาแล้ว กระบวนการปรุงอาหารด้วยความพิพถีพิถันก็เกิดขึ้น ซึ่งนี่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เมนูเสต็กเนื้อโกเบออกมาอร่อย ด้วยกรรมวิธีการย่างและปรุงอย่างบรรจง ประกอบกับเทคนิคเฉพาะตัวของเชฟผู้มากด้วยประสบการณ์

wakkou 7

ความพิเศษอีกอย่างของทางร้านคือการที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเลือกวัตถุดิบในเมนูเสต็กได้เองเกือบทั้งหมด ตั้งแต่ชนิดของเนื้อวัวและส่วนของเนื้อที่ต้องการ รวมไปถึงระดับความสุกของเนื้อที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะสุกน้อย ปานกลาง ไปจนถึงสุดมากนั้นทางร้านก็ทำให้ได้

ทุกอย่างที่ร้าน Wakkoqu Kobe Beef Steak ทำนั้นก็เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าที่มา นอกจากจะได้เอร็อดอร่อยกับเมนูเสต็กเนื้อโกเบสุดอร่อยแล้ว เรื่องการบริการก็จะทำให้ลูกค้าอย่างเราประทับใจได้ไม่แพ้กันทีเดียว

เที่ยวต่างประเทศ ทริปชวนฝันชมปราสาทลอยฟ้า Takeda Castle ท่ามกลางทะเลหมอก

เที่ยวปราสาทใช่ว่าจะน่าเบื่อ ตามเราไปยังทริปชวนฝันกันที่ Takeda Castle ปราสาทลอยฟ้า บรรยากาศราวกับฝัน ชมตะวันและทะเลหมอกที่งดงามเกินบรรยาย

นอกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างพวกเราจะนิยมไปเที่ยวตาม วัด ศาลเจ้า พิพิธภัณฑ์ และสวนสนุกกันแล้ว ปราสาท ก็ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกประเภทหนึ่งที่สามารถเข้าไปเที่ยวชมสัมผัสวัฒนธรรม ความสวยงาม และความยิ่งใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นได้

ซึ่งภายในประเทศญี่ปุ่นก็มีปราสาทตั้งอยู่มากมายหลายเมืองหลายจังหวัด ปราสาทแต่ละแห่งก็จะมีจุดเด่นและความสวยงามแตกต่างการไปทั้งในเรื่องของการออกแบบและฐานที่ตั้งซึ่งมีบรรยากาศไม่เหมือนกัน โดยจะออกแบบให้เข้ากับทำเลภูมิศาสตร์และที่ตั้งเพื่อป้องกันข้าศึกที่บุกโจมตีนั่นเอง

takedajyo00-720x405

ครั้งนี้เราจึงขอพาทุกคนไปกันที่จังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) เพื่อชมปราสาทอันเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่งดงามและหาชมได้ยากอย่างปราสาททาเคดะ (Takeda Castle) ที่ได้สมญานามว่า ปราสาทลอยฟ้า หรือ Machu Picchu แห่งญี่ปุ่น

ปราสาททาเคดะ (Takedajo) : ปราสาทลอยฟ้า บรรยากาศชวนฝัน

ปราสาททาเคดะ

ปราสาททาเคดะ เป็นหนึ่งในปราสาทญี่ปุ่นที่มีนักท่องเที่ยวมากมายมาเยี่ยมเยียน ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1441 โดย Otagaki Mitsukage ก่อนที่จะได้รับความเสียหายจนปัจจุบันเหลือเพียงแค่ฐานของปราสาทไว้ให้เราได้เชยชม

99922แต่ถึงจะเหลือแค่ตัวฐาน ปราสาทที่อยู่บนภูเขาที่มีความสูงประมาณ 353 เมตรจากระดับน้ำทะเลแห่งนี้ ยังมีจุดเด่นตรงสถานที่ตั้งและบรรยากาศรอบ ๆ ตัวปราสาท

ปราสาททาเคดะ

บรรยากาศที่สวยงามรอบปราสาทที่ว่าก็คือความสวยงามตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากหมอกซึ่งขึ้นมาปกคลุมบริเวณรอบปราสาท ทำให้ปราสาทเสมือนกับล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า และได้รับฉายาว่าเป็นปราสาทลอยฟ้าที่สวยเหมือนกับ Machu Picchu หรือจะเรียกว่าที่นี่เป็น Machu Picchu ของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ !

aflo_JWDA009658

แต่หมอกที่สวยงามเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวันหรือตลอดเวลา เพราะปัจจัยที่จะทำให้เกิดหมอกนั้นขึ้นอยู่กับทั้งอุณหภูมิระหว่างวัน และกระแสลมด้วย

ปราสาททาเคดะ

ช่วงเวลาที่สามารถดูปราสาททาเคดะท่ามกลางทะเลหมอกได้สวยที่สุดก็คือช่วง 8 โมงเช้าในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสของเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายนนั่นเอง

ปราสาททาเคดะ

ซึ่งปราสาททาเคดะเขาก็แบ่งเวลาให้เข้าชมเป็น 2 ช่วงคือ
ช่วงวันที่ 20 มีนาคม – 20 กันยายน โดยจะเปิดให้เข้าชมเวลา 9.00-16.00 น.
ช่วงวันที่ 21 กันยายน – 10 ธันวาคม โดยจะเปิดให้เข้าชมเวลา 3.00-16.00 น.

ปราสาททาเคดะ

และที่เห็นว่าเขาเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลาตี 3 เนี่ยอย่าคิดว่าจะไม่มีใครมา เพราะนี่ถือเป็นเวลาสำคัญสำหรับคนที่ตั้งใจจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นบริเวณปราสาททาเคดะเลยนะ (แต่อย่าลืมเอาไฟฉายไปด้วย)

ปราสาททาเคดะ

หมายเหตุ : บางช่วงเวลาปราสาทอาจไม่เปิดให้บริการเนื่องจากสภาพอากาศ และบางช่วงเวลาอาจมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากซึ่งทำให้จราจรติดขัดได้ ตรวจสอบช่วงเวลาที่ปราสาทเปิดให้เข้าชมได้ที่ Takeda Castle

โดยจุดที่น่าสนใจและเหมาะกับการชมวิวปราสาททาเคดะมีอยู่ 2 จุดด้วยกันคือ

ปราสาททาเคดะ

  • จุดชมวิวบริเวณที่ตั้งของปราสาท ตรงจุดนี้เราจะได้ชมร่องรอยของปราสาทที่ยังเหลืออยู่และบรรยากาศรอบ ๆ ปราสาทอย่างใกล้ชิด

ปราสาททาเคดะ

  • จุดชมวิวปราสาทจากภูเขาอีกลูกหนึ่ง ซึ่งตรงจุดนี้เหมาะสำหรับชมบรรยากาศยามพระอาทิตย์ขึ้นและชมทะเลหมอกรอบปราสาททาเคดะมากที่สุด ใครที่อยากจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกก็ควรกะเวลามาให้ดีไม่งั้นเดี๋ยวจะมาไม่ทันชมนะ