ห้ามพลาด! ช่วงเวลาดอกซากุระผลิบานในญี่ปุ่นปี 2016

เทศกาลชมดอกไม้ หรือในภาษาญี่ปุ่น คือ ฮานามิ (Hanami) เป็นเทศกาลที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือคนญี่ปุ่นเองตั้งตารอคอย เพื่อที่จะมาชื่นชมความงามของดอกซากุระสีชมพูที่ผลิบานเต็มต้น

280x420_growth_hormone_deficiency

ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก เที่ยวได้ตลอดทั้งปี การได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นของหลายๆ นอกจากจะได้เห็นวัฒนธรรม สังคม แฟชั่น และธรรมชาติ ถ้าพูดถึงธรรมชาตินอกจากภูเขาไฟฟูจิที่เป็น singnature แล้ว อีกหนึ่งสิ่งก็คือการได้ชมดอกซากุระ สัญญาณของธรรมชาติที่บอกว่า ฤดูใบไม้ผลิได้มาถึงแล้ว! วันนี้ Travel.mthai นำ ตารางเทศกาลชมดอกซากุระที่ญี่ปุ่น 2016 มาฝากกัน พร้อมกับแนะนำ 7 สถานที่ชมดอกซากุระ ให้เพื่อนๆ เลือกเที่ยวได้ตามเมืองต่างๆ ด้วย

280x420_growth_hormone_deficiency

ดอกซากุระในประเทศญี่ปุ่น มีสายพันธุ์กว่า 300 ชนิด! ซึ่งมีความแตกต่างกันไปตั้งแต่ ฟอร์มของลำต้น สี และจำนวนกลีบดอก รวมถึงช่วงเวลาในการบานที่ไม่พร้อมกัน อีกทั้งข้อจำกัดในเรื่องของเวลา ที่ดอกซากุระจะคงความงดงามอยู่บนต้น ที่ส่วนใหญ่หลังจากที่มีการผลิบานเต็มที่ จะคงอยู่บนต้นเพียง 6 – 8 วันก็ร่วงโรยไป (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ หากมีฝนตกมาก จะทำให้ซากุระร่วงเร็วขึ้น) จึงเป็นเสน่ห์ของธรรมขาติ ที่ถูกส่งต่อเป็นวัฒนธรรมยาวนานกว่า 1,000 ปี

ฟาร์มอัลปากาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

     ในปี 1999 อัลปากา (alpaca) 200 ตัว ถูกนำมายังญี่ปุ่นจากแอนดีสในเปรู โดยเครื่องบินชาเตอร์

280x420_growth_hormone_deficiency

เนื่องจากในตอนนั้นคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับสัตว์ชนิดนี้ สัตว์ที่มีหน้าเหมือนอูฐ มีกีบเท้าเหมือนวัว และผมยาวรุงรัง เจ้าของฟาร์มจึงตัดสินใจว่า ฟาร์มอัลปากานี้ควรจะอยู่ใกล้กับโตเกียว ดังนั้นที่ราบสูงนะสุ (Nasu) ในภูมิภาคโทะชิงิ (Tochigi) จึงได้รับเลือกให้เป็นสถานที่สำหรับฟาร์มใหม่แห่งนี้

ที่ราบสูงนะสุอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 1,000 เมตร รายล้อมไปด้วยภูเขาที่สวยงาม และในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิจะลดลงถึงลบ 15 องศา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอัลปากา เพราะพวกมันเคยอาศัยอยู่สูง 3,000 ถึง 5,000 เมตรบนเทือกเขาแอนดีส ใน 15 ปีต่อมา ฟาร์มอัลปากาได้ขยายไปทั่วที่ราบสูงกินอาณาเขต 25,000 ตารางเมตร และมีจำนวนอัลปากาเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าคือ 400 ตัว อัลปากาตัวผู้จะถูกแยกออกจากตัวเมีย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผสมข้ามพันธ์ โดยธรรมชาติอัลปากาเป็นสัตว์เชื่อง คุณสามารถป้อนอาหาร (ที่ขายในแคปซูลพลาสติกราคา 100 เยน) ได้จากมือโดยผ่านรั้ว โดยทั่วไปแล้วอัลปากาจะไม่ทำอันตราย แต่ถ้าถูกแหย่หรือถูกแกล้ง พวกมันจะพ่นน้ำลายใส่ โปรดระวัง!

280x420_growth_hormone_deficiency

ในฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นจะร้อนมากจึงต้องตัดขนของอัลปากา และไม่ใช่แค่ตัดขนเรียบๆ เท่านั้น บางครั้งจะตัดเป็นตัวอักษรหรือเป็นรูปต่างๆ

ที่ฟาร์มมีไกด์ชาวเปรูซึ่งพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องและสนุกสนานมาก ไกด์ได้พาพวกเราไปชมรอบๆ ฟาร์ม และอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับอัลปากาและประเทศของเขา ดาราดังอีกตัวก็คืออัลปากาสีขาวสวยชื่อ ฮะนะโกะ เธอสวมหมวกน่ารักและมีตะกร้าห้อยลงมาจากคอ และเธอยังโพสท่าให้ผู้เข้าชมถ่ายภาพ เธอได้ออกงานที่เกี่ยวกับประเทศเปรู และได้ปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ด้วย คุณจะไม่รู้สึกเบื่อกับอัลปากาที่น่ารักเหล่านี้ แม้ว่าคุณจะใช้เวลาที่นี่ทั้งวัน

ในตอนนี้อัลปากาเป็นที่คุ้นเคยกับคนญี่ปุ่น จึงมีฟาร์มอัลปากาเล็กๆ มากมายเปิดตัวขึ้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากภัยพิบัติ 3-11 ในปี 2011) เช่นที่หมู่บ้านยะมะโกะชิ (Yamakoshi) ในนิอิกะตะ (Niigata) และที่ยะซึกะตะเกะ (Yatsugatake) ในภูมิภาคนากาโนะ

ข้อดีและข้อเสียของการกินปลาดิบในอาหารญี่ปุ่น

สำหรับคนที่รักอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมนูที่แสนอร่อยอย่างซาชิมิหรือ ปลาดิบ คงทราบดีว่าทำไมถึงยืนยันในเสน่ห์แบบดิบๆ จากธรรมชาติ ซึ่งในอีกมุมของคนที่ไม่ชอบเลย ก็ไม่อาจข้าใจได้เลยว่า การรับประทานปลาที่ไม่ผ่านการปรุงรส ไม่ผ่านความร้อนมันจะอร่อยได้อย่างไร และจะมีประโยชน์อะไรได้ แน่นอนว่าอาหารทุกเมนูมีสองด้าน สำหรับ ปลาดิบ มีด้านดีคือความอร่อยและคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ และด้านร้ายที่แฝงมา ก็มีเช่นกัน

280x420_growth_hormone_deficiency

สารอาหารที่ได้จาก ปลาดิบ

1. ไขมัน : ด้วยความที่อาหารดิบจะเน้นผักกับผลไม้ ปริมาณไขมันที่รับจึงอยู่ระหว่างร้อยละ 20-35 ของปริมาณแคลอรี่ทั้งหมดที่ควรได้รับจากไขมันในแต่ละวัน ข้อดีคือไขมันเหล่านี้จะเป็นพวกไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีอีกด้วย

2. โปรตีน : แม้จะไม่ได้กินเนื้อสัตว์มากมาย แต่ก็ยังได้รับโปรตีนอยู่ในระดับพอดีๆ เสมือนการรับประทาน ผักใบเขียวหรือถั่ว

3. คาร์โบไฮเดรต : ไม่มากและไม่น้อยเกินไป

4. เกลือ : ต้องแยกระหว่างการกินอาหารแบบ Raw Food กับอาหารญี่ปุ่น โดยอย่างแรกนั้นคุณจะพบว่า การบริโภคเกลือน้อยลงมากและอยู่ในปริมาณที่แนะนำคือ โซเดียมไม่เกินวันละ 2,300 มิลลิกรัม (ยกเว้นผู้สูงอายุผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรัง ซึ่งจำกัดไว้ไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม) ในทางตรงกันข้ามการใช้โชยุอาจทำให้ระดับโซเดียมพุ่งสูงขึ้นได้ง่ายๆ

280x420_growth_hormone_deficiency

ปลาดิบ มีผลกับโรคเบาหวาน

สิ่งที่เราควรทราบคือ การมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นจากการได้รับแคลอรี่ (ไม่ว่าแคลอรี่นั้นจะมาจากไหนก็ตาม) จะทำให้ระดับภาวะการต้านอินซูอินเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในทางกลับกัน การลดน้ำหนักและรักษาให้อยู่ในระดับนั้นเอาไว้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นเบาหวานได้

ข้อดีของ ปลาดิบ

1. ดีต่อหัวใจ

โดยทั่วไปแล้ว ปลาดิบ จะให้โปรตีนคุณภาพดี แต่แคลอรีต่ำ มันมีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลอยู่น้อยมากจึงดีต่อหัวใจของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปลาแซลมอน ซึ่งมีโอเมก้า-3 อยู่สูง เช่นเดียวกับปลาทูน่า ส่วนตัวสาหร่ายยิ่งเต็มไปด้วยแร่ธาตุมากมาย เช่น ไอโอดีน ซึ่งจำเป็นต่อระบบฮอร์โมนที่ปกติ นอกจากนี้การทาน ปลาดิบ หรือจำพวกซูชิ คุณยังได้แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และไฟโตนิวเทรียนต์ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

2. ช่วยเรื่องขับถ่าย

นอกจากปลาดิบแล้ว น้ำส้มสายชูที่ใช้ในการทำซาซิมิ ก็มีคุณสมบัติต้านแบคทีเรียเช่นกัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมน้ำส้มสายชูถึงถูกใช้ในการถนอมอาหารมาตั้งแต่โบราณ มันช่วยเรื่องการขับถ่าย ลดความเสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูง และช่วยให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วยไม่มากก็น้อย

ข้อเสียของ ปลาดิบ

1. แคลอรี่แอบแฝง

เพราะเครื่องปรุงส่วนใหญ่ของซูชิปลาดิบจะถูกม้วน หรือปั้นเป็นชิ้นเล็ก บางทีคุณก็อาจจะลืมไปว่า มันมีแคลอรี่มากขนาดไหน อย่างเช่น ซูชิทูน่าอาจมีน้อยกว่า 200 แคลอรี่ก็จริง แต่ถ้ารวมมายองเนส เทมปุระ หรือซอสอื่น ๆ คุณก็จะได้แคลอรี่เพิ่มขึ้นอีกมากโข (ซอสถั่วเหลือง มีแคลอรี่ต่ำก็จริง แต่มีโซเดียมสูง)

2. ระดับปรอท

แหล่งน้ำเปิด อย่างเช่น แม่น้ำ ทะเลสาบ และทะเล จะทำให้ปลาปนเปื้อนปรอท สารพิษต่อระบบประสาทที่เป็นที่รู้จักดี บรรดาปลานักล่าตัวใหญ่จะมีระดับปรอทสูงสุด รวมถึงปลาทูน่าที่พบในซูซิ ดังนั้น เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ หรือคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์ควรอยู่ห่างจาก ปลาดิบ เหล่านี้

280x420_growth_hormone_deficiency

ทาน ปลาดิบ ให้ได้ประโยชน์ และปลอดภัย

ปลาดิบ จริงๆ แล้ว ก็มีทั้งคุณและโทษ หากชอบทานปลาดิบมากๆ ก็ควรระวังในสิ่งต่อไปนี้

1. ชนิดของปลา

โดยทั่วไป ปลาดิบ นั้นมักใช้ปลาทั้งสายพันธุ์น้ำจืด และสายพันธุ์น้ำเค็ม ส่วนมาก ปลาดิบ ที่มาจากทะเล จะมีรสชาติดีกว่าและมีคุณค่าทางโภชนาการ สูงกว่า ปลาดิบ จากน้ำจืด อีกทั้งสายพันธุ์น้ำจืด อันตรายและเสี่ยงต่อเชื้อโรคและพยาธิติดมาเป็นของแถมมากกว่าสายพันธุ์น้ำเค็มหรือปลาที่มาจากทะเล

โดยปลาน้ำจืดอาจมีของแถมเป็นพยาธิตัวจี๊ด พยาธิใบไม้ในตับ ส่วนน้ำเค็มก็หาได้ปลอดจากพยาธิร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงจากพยาธิอานิซาคิส ดังนั้นแล้วอย่าเชื่อมั่นในความปลอดภัยจนเกินไป ทานในปริมาณที่เหมาะ

2. อุณหภูมิในการเก็บปลา

เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่า ปรสิตในเนื้อปลาได้ถูกทำลาย ควรเก็บปลาที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส (-4 องศาฟาเรนไฮต์) อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ( หรืออาจเก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่านี้ ถ้าตู้เย็นสามารถปรับให้ต่ำลงได้อีก) และควรปรุงอาหารที่อุณหภูมิ -12 องศาเซลเซียส

3. เลือกร้านที่สะอาดและเชื่อถือได้

อย่างที่บอกไปว่าไม่ใช่ว่า ปลาดิบ ที่มาจากทะเลจะไม่มีพยาธิ ความจริงแล้ว ปลาทุกชนิด มีโอกาสที่จะมีเชื้อโรคปลอมปนได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ควรเลือกบริโภค จากร้านที่สะอาดและเชื่อถือได้

4. กินทันทีหลังทำ

ควรรับประทาน ซูซิ ซาชิมิ ภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังจากทำเสร็จ เพราะถ้าทิ้งไว้นาน จะทำให้เสียรสชาติ และคุณค่าทางอาหารเนื่องจากน้ำมันในปลา จะระเหยออกไป และควรหลีกเลี่ยง ซูชิ ซาซิมิ ที่ทำสำเร็จโชว์ไว้ในตู้แช่ เพราะไม่สามารถระบุเวลาได้แน่นอน ว่าเริ่มทำตั้งแต่เมื่อไหร่

5. วิธีสังเกตุร้านทำ ปลาดิบ

ถ้าต้องซื้อซูชิ ซาซิมิ ที่ร้านควรสังเกตุ ว่าคนขายมีขั้นตอนการทำ ปลาดิบ ที่สะอาดหรือไม่ (ใส่ถุงมือทุกครั้งที่หยิบปลาหรือเปล่า เพื่อป้องกันการเสี่ยงต่อการติดเชื้อ.)

6. ข้อควรรระวัง

กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ จากการรับประทาน ปลาดิบ ได้แก่ คนแก่, เด็กเล็ก, คนตั้งครรภ์ และ บุคคล ที่มีระบบ ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ

ปลาดิบในอาหารญี่ปุ่นไม่มีพญาธิจริงหรือ???

ปลาดิบเป็นอาหารญี่ปุ่นประเภทหนึ่งที่คนไทยหันมาบริโภคมากขึ้นตามกระแสนิยม คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยรูปลักษณ์ รสชาติ และความแปลกใหม่ของอาหารญี่ปุ่น ทำให้หลายคนไม่ละโอกาสที่จะได้ลิ้มลองความสดใหม่ของปลาดิบ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าปลาทะเลมีคุณค่าทางอาหารสูงและมีความปลอดภัยสูงในการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื่อว่าไม่พบพยาธิในปลาซึ่งอาศัยอยู่ในน้ำทะเลเค็มๆ อย่างแน่นอน จะพบพยาธิก็แต่เฉพาะปลาน้ำจืดเท่านั้น ดังนั้นจึงรับประทานปลาดิบได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องหวาดกลัวอะไรทั้งสิ้น (นอกจากราคาที่อาจจะแพงอยู่สักหน่อย) แต่หลังจากอ่านบทความนี้แล้วคงต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า ปลาน้ำเค็ม ที่นำมาทำปลาดิบนั้น ก็อาจมีพยาธิได้!!!!! ดังข่าวที่แพร่กระจายในสังคมออนไลน์เมืองไทยช่วงเดือนสิงหาคม 2554 ที่ผ่านมาว่าพบพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งในปลาดิบที่ขายอยู่ตามร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป โดยเจ้าพยาธิที่ว่านี้มีชื่อว่า อะนิซาคิส หรือ ชื่อวิทยาศาสตร์ว่าAnisakis simplex เจ้าพยาธิชนิดนี้คืออะไร?? มาจากไหน?? และจะมีอันตรายแค่ไหน?? บางคนอาจจะคุ้นๆ หลายคนอาจเคยได้ยินเป็นครั้งแรก เราไปทำความรู้จักกับพยาธิ Anisakis simplex กันดีกว่า

280x420_growth_hormone_deficiency

ลักษณะและวงจรชีวิตของพยาธิอะนิซาคิส

พยาธิอะนิซาคิส พบในปลาทะเลที่วางขายในประเทศ โดยตรวจพบตัวอ่อนของพยาธิชนิดนี้ในปลาหลาย ชนิด เช่น ปลาดาบเงิน ปลาตาหวาน ปลาสีกุน ปลาทูแขก ปลากุเลากล้วย ปลาลัง เป็นต้น ส่วนในต่างประเทศจะพบในปลาจำพวก ปลาคอด ปลาแซลมอน ปลาเฮอริ่ง ลักษณะของมันเป็นพยาธิตัวกลม มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตัวโตเต็มวัยมีความยาวถึงประมาณ 2-5 ซม. พบอยู่ในกระเพาะของปลาโลมา ปลาวาฬ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลชนิดอื่นๆ ไข่ของพยาธิจะปนออกมากับอุจจาระ เจริญเป็นตัวอ่อนอยู่ในทะเล มีพาหะเป็นพวกกุ้ง ปลาน้ำเค็มตัวเล็กๆ และเมื่อสัตว์เหล่านี้ถูกกินด้วยปลาตัวอื่น พยาธิก็จะฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อของปลาเหล่านั้น ซึ่งคนที่รับประทานปลาดิบที่มีพยาธินี้อยู่ก็จะติดเชื้อพยาธิได้ จากนั้นพยาธิจะถูกปลดปล่อยออกมาจากเนื้อปลาที่รับประทานเข้าไป โดยน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร หรืออาจจะถูกขับออกมาจากกระเพาะอาหารเสียก่อนโดยการอาเจียน ซึ่งก็จะไม่ทำให้เกิดโรค แต่ในกรณีที่พยาธิไม่ถูกขับออกไป พยาธิอาจจะชอนไชไปตามทางเดินอาหาร แล้วอยู่ในลำไส้ และอยู่นอกลำไส้ภายในช่องท้องก็ได้

ในระหว่างปี พ.ศ. 2508-2530 มีรายงานว่าพบผู้ป่วยในประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 4000 ราย ซึ่งพบการเกิดก้อนทูมในกระเพาะอาหารมากที่สุด พบก้อนทูมบางที่ที่ลำไส้และในช่องท้อง ถ้าตัดก้อนทูม จะพบพยาธิอยู่ภายในก้อนทูม การรักษาทำได้โดยการผ่าตัด พ.ศ. 2538 มีรายงานพบผู้ป่วยในญี่ปุ่นประมาณ 2000 ราย ในสหรัฐอเมริกามีรายงานการพบผู้ป่วยประมาณ 500 รายต่อปี ในยุโรปมีประมาณ 500 ราย สำหรับประเทศไทยก็มีรายงานการพบผู้ป่วยครั้งแรกจากพยาธิชนิดนี้ในชาวประมงทางภาคใต้ และยังมีรายงานว่าพบผู้ที่เกิดอาการแพ้ต่อพยาธิตัวนี้ทำให้เกิดผื่นลมพิษ ซึ่งในประเทศสเปนมีรายงานว่าบางรายเกิดอาการแพ้ชนิดเฉียบพลันด้วย แต่อย่างไรก็ตามก็พบผู้ป่วยจากพยาธิชนิดนี้เป็นจำนวนน้อยมากต่อปี

อาการและการรักษา

อาการของโรคคือ ภายหลังจากได้รับพยาธิ 1 ชั่วโมง อาจมีอาการปวดท้อง ปวดกระเพาะอาหาร ลำไส้อุดตัน คลื่นไส้อาเจียน และอาจมีอาการคล้ายๆ ไส้ติ่งอักเสบ อาจจะทำให้วินิจฉัยผิดพลาดเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือไส้ติ่งอักเสบได้ บางรายอาจถ่ายออกมาเป็นมูกเลือด ภายใน 1-5 วัน ผู้ป่วยอาจจะอาเจียนออกมาเป็นตัวพยาธิ หรืออาจจะพบพยาธิเมื่อส่องกล้องเข้าไปในหลอดอาหาร เนื่องจากตัวอ่อนไม่สามารถเจริญและวางไข่ในคนได้ ดังนั้นการ ตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิชนิดนี้จึงไม่ช่วยในการวินิจฉัย การรักษามีทางเดียวคือการเอาตัวพยาธิออกมาจากผนังกระเพาะหรือบริเวณเนื้อเยื่อที่พยาธิเข้าไปฝังตัวอยู่ โดยการผ่าตัด เพราะยาฆ่าพยาธิใช้ไม่ได้ผล

280x420_growth_hormone_deficiency

การป้องกัน

เมื่อจำเป็นต้องรับประทานเนื้อปลาทะเล ควรทำให้สุกด้วยอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส อย่างน้อย 5 นาที ถ้าเป็นเนื้อปลาสดควรเก็บที่อุณหภูมิ ต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7 วัน หรือต่ำกว่า -35 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 15 ชั่วโมง จะทำให้พยาธิ Anisakis simplex ตายได้ ดังนั้นการรับประทานปลาดิบ อาหารอันเลื่องชื่อของแดนอาทิตย์อุทัย เราจึงต้องให้ความระมัดระวัง อย่างน้อยให้สังเกตดูลักษณะของเนื้อปลาก่อนรับประทานว่ามี ตัวอ่อนของพยาธิปะปนอยู่หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและความอร่อยที่ไร้อันตรายแอบแฝง.

เรียนรู้ประเภทและ วิธีกินซูชิ กันเถอะ

เรียนรู้ประเภทและ วิธีกินซูชิ กันเถอะ

พวกเราทุกคนต่างรู้จักกับ ‘ซูชิ’ ในฐานะที่เป็นอาหารประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น ส่วนประกอบหลัก ๆ ของซูชิคือข้าวและท็อปปิ้งซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นปลาดิบหรืออาหารทะเลชนิดอื่น ๆ รวมไปถึงไข่และผักที่เราเคยเห็นนั่นเอง วันนี้เราจะพาไปรู้จักซูชิกันให้มากขึ้นอีก ทั้งประเภทและชนิดของซูชิว่ามีอะไรกันบ้าง รวมถึงมารยาทในการกินซูชิที่ถูกต้องด้วยเพื่อให้ได้ทั้งความอร่อยและอิ่มเอมกับวัฒนธรรมไปพร้อม ๆ กัน

 

  1.  ประเภทของซูชิ
  2.  10 อันดับซูชิต้องลอง
  3.  มารยาทและ วิธีกินซูชิ ที่ถูกต้อง

sushi 1

1ประเภทของซูชิ

ต้นกำเนิดของซูชิที่เรารู้จักนั้นเริ่มมาจากความต้องการที่จะถนอมอาหารของคนญ๊่ปุ่่น เริ่มต้นจากวัฒนธรรมการหมักปลาที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศริมฝั่งแม่น้ำโขงทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้นี่เอง และภายหลังก็ได้รับการพัฒนารูปแบบมาเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นซูชิที่มีหน้าตาและลักษณะที่หลากหลายขึ้นและเป็นที่รู้จักในฐานะอาหารประจำชาติของญี่ปุ่นในที่สุด ส่วนซูชิจะมีทั้งหมดกี่ประเภทนั้นตามมาดูกันเลย

Nare Sushi (นาเระซูชิ)

nare sushi

นาเระซูชิเป็นซูชิที่นำเอาข้าวสวย เนื้อปลา และเกลือมาหมักจนทำให้ข้าวและปลามีรสเปรี้ยว ซึ่งบอกต่อกันมาว่าวิธีการหมักแบบนี้ชาวญี่ปุ่นนั้นได้รับอิทธิพลมาจากประเทศบริเวณลุ่มน้ำโขง (คล้ายวิธีการทำปลาส้ม) ถือว่านาเระซูชินั้นเป็นต้นกำเนิดของซูชิในปัจจุบันเลยก็ได้ ในปัจจุบันนาเระซูชิที่ยังสามารถพบเห็นได้อยู่คือ ‘ฟุนะซูชิ’ คือซูชิที่นำปลาฟุนะไปหมักกับข้าว มีกลิ่นแรงมากแต่ถือเป็นอาหารหรูหราราคาแพงในปัจจุบัน

Nigiri Sushi (นิกิริซูชิ)

Nigiri Sushi

หากบอกชื่อไปหลายคนอาจนึกไม่ออกว่านิกิริซูชิมันคือซูชิประเภทไหนกันนะ แต่หากได้เห็นรูปก็จะร้องอ๋อทันทีเพราะนี่คือซูชิที่เราคุ้นเคยมากที่สุด เป็นการนำเอาข้าวหมักกับน้ำส้มสายชูปั้นด้วยฝีมือของเชฟให้ได้เป็นรูปทรงคล้ายวงรีขนาดพอดีคำแล้วท็อปปิ้งด้วยเนื้อปลาดิบ โดยข้าวและปลาจะต้องมีความสมดุลกันเพื่อให้ได้รสชาติของซูชิที่ดีที่สุด แม้จะดูเหมือนง่ายแต่ความจริงแล้วนี่เป็นศาสตร์การทำอาหารที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนยาวนานมากเลยนะ

Maki Sushi (มากิซูชิ)

Maki Sushi

อีกหนึ่งซูชิที่ได้รับความนิยมจากชาวไทยไม่แพ้นิกิริซูชินั่นก็คือมากิซูชิ หรือในภาษาอังกฤษคือ Sushi Roll (ซูชิโรล) นั่นเอง เจ้าซูชิประเภทนี้เป็นซูชิที่เกิดจากวัฒนธรรมการกินซูชิที่แพร่หลายเข้าไปสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบของซูชิให้เข้ากับวัฒนธรรมการกินอาหารของชาวตะวันตกด้วยการม้วนซูชิให้เป็นโรลนั่นเอง ทีนี้ก็รู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่า ‘แคลิฟอร์เนียโรล’ ที่เห็นอยู่ในเมนูของร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นได้มาจากไหน

Temaki Sushi (เทมากิซูชิ)

Temaki Sushi

ซูชิประเภทนี้เป็นซูชิที่ได้รับวัฒนธธรรมมาจากประเทศสหรัญอเมริกาเช่นเดียวกับมากิซูชิในเรื่องความสะดวกในการกิน เชฟจะห่อข้าว ผัก และปลาดิบให้เป็นรูปกรวยโดยมีสาหร่ายแผ่นห่ออยู่ด้านนอกสุด สามารถถือกินได้ทุกที่เพื่อความสะดวก ในภาษาอังกฤษจะเรียกซูชิประเภทนี้ว่า Hand Roll

Gunkan Sushi (กุงกังซูชิ)

Gunkan Sushi

ซูชิชื่อแปลกมาอีกแล้ว แม้ชื่อจะแปลกแต่รับรองว่าหน้าตาคุ้นเคยแน่นอนเพราะนี่คือกุงกังซูชิ เป็นซูชิที่ใช่สาหร่ายห่อข้าวไว้แล้วท็อปปิ้งด้านบนด้วยซูชิหน้าต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ไม่สามารถท็อปปิ้งบนนิกิริได้อย่างเช่น ไข่หอยเม่น ไข่ปลาแซลมอน หรือสลัดต่าง ๆ ทำให้ต้องใช้สาหร่ายเพื่อพยุงเอาไว้ และด้วยลักษณะคล้ายเรือแบบนี้เองทำให้มันได้ชื่อว่ากุงกังซูชิที่มีความหมายว่าเรือรบนั่นเอง

Chirashi Sushi (ชิราชิซูชิ)

Chirashi Sushi

ชิราชิซูชิคงเป็นซูชิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาซูชิทุกประเภทเพราะนี่คือซูชิที่เราคนไทยรู้จักในฐานะข้าวหน้าปลาดิบ แม้ว่าจะเสิร์ฟมาเป็นจานแต่ก็ถือว่าเป็นซูชิเช่นกัน และไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นหน้าปลาดิบเท่านั้น สามารถเลือกจากปลาดิบหลากหลายชนิดได้หรือเป็นวัตถุดิบที่หาได้ในแต่ละท้องถิ่นอย่างอโวคาโด ไข่หวาน แตงกวา และผักต่าง ๆ แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องใช้ข้าวซูชิที่เป็นข้าวสวยหมักน้ำส้มสายชูนั่นเอง

Oshi Sushi (โอชิซูชิ)

Oshi Sushi

โอชิซูชิเป็นซูชิที่เราอาจไม่ค่อยคุ้นตาเท่าไรนัก แต่ถ้าไปเที่ยวในจังหวัดทางฝั่งคันไซก็อาจพบเห็นได้บ้างเพราะนี่เป็นซูชิที่โด่งดังมาจากฝั่งคันไซ เป็นการนำเอาข้าวซูชิและปลาดิบเรียงลงไปในกล่องตามลำดับแล้วทำการกดทับให้แน่นได้ออกมาเป็นโอชิซูชิที่มีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมแล้วตัดให้พอดีคำ ซึ่งก็จะมีความคล้ายกับนิกิรซูชิแต่แตกต่างกันที่วิธีการทำ

Inari Sushi (อินาริซูชิ)

Inari Sushi

หน้าตาของอินาริซูชิจะคล้ายกับกุกังซูชิแต่เปลี่ยนจากการใช้สาหร่ายห่อด้านนอกมาเป็นเต้าหู้ทอดที่มีลักษณะกลวงด้านในคล้ายถุงแล้วนำข้าวซูชิที่ปรุงรสและใส่วัตถุดิบแล้วใส่ลงไปด้านในของเต้าหู้แต่ละชิ้น ส่วนชื่ออินารินั้นก็ได้จากชื่อของเทพอินารีที่ว่ากันว่าโปรดปรานเต้าหู้ทอดเป็นที่สุด

10 อันดับซูชิต้องลอง

อย่างที่บอกกล่าวกันไปทางด้านบนว่าซูชินั้นมีอยู่หลายประเภทมาก ๆ เพราะฉะนั้นเราขอคัดมาแค่ 10 อันดับของซูชิที่เราคิดว่า ‘ต้องลองสักครั้งในชีวิต’ จากเว็บไซต์  LISTVERSE มาให้เพื่อน ๆ ได้ลองเช็คดูว่าตัวเองกินไปแล้วทั้งหมดกี่ชนิด และเหลืออีกกี่ชนิดที่ต้องลอง

Unagi (ปลาไหล)

Unagi

ปลาไหลที่เสิร์ฟในร้านอาหารญี่ปุ่นมีอยู่ 2 ชนิด คือ ปลาไหลน้ำจืด (Unagi) และปลาไหลน้ำเค็ม (Anago) แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือปลาไหลน้ำจืด นิยมนำไปย่างก่อนทำเป็นเมนูซูชิหรือข้าวหน้าปลาไหลก็ได้ มีรสชาติหวานเค็มได้จากซอสที่ใช้หมัก

Tako (หมึก)

tako

หมึกสด ๆ ที่ใช้ทำซูชิจะมีเนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่มต้องเคี้ยวมากกว่าปลาดิบสักหน่อยแต่ถ้าชอบกินรับรองว่าต้องฟิน ยิ่งหากได้กินคู่กับวาซาบิด้วยแล้วจะยิ่งอร่อยเลยล่ะ

Bashi (ม้า)

bashi

ในประเทศญี่ปุ่น เนื้อม้าถือเป็นเนื้อชั้นดีรสชาติอร่อย โดยทั่วไปมีชื่อเรียกว่า Sakura-niku มีรสชาติคล้ายกับเนื้อแดงอื่น ๆ เพียงแต่มีไขมันน้อยกว่าและมีธาตุเหล็กมากกว่าถึงสองเท่า คนญี่ปุ่นยังนิยมกินเนื้อม้าดิบเป็นซาชิมิซึ่งเรียกว่า Basashi กินคู่กับขิงและหอม

Tabiko (ไข่ปลาทาบิโกะ)

Tabiko

ไข่ปลาโทบิโกะหรือไข่ของปลาบินนิยมนำมาทำเป็นซูชิมากในญี่ปุ่น โดยเฉพาะมากิซูชิหรือซูชิโรล เป็นไข่ปลาที่มีขนาดเล็กมาก มีรสชาติออกเค็มและมีความกรุบกรอบ โดยปกติแล้วจะมีสีส้มแต่สามารถเติมแต่งสีเพิ่มด้วยสีเขียวจากวาซาบิ สีดำจากหมึก เป็นต้น ซึ่งบางครั้งจะเสิร์ฟมาพร้อมกับไข่นกกระทาดิบ

Maguro (มากุโร่)

Maguro

ปลามากุโร่เป็นปลาในตระกูลเดียวกับปลาทูน่า มีทั้งพันธ์ที่เป็นครีบสีน้ำเงินและครีบสีเหลือง เป็นปลาขนาดใหญ่ที่สามารถมีน้ำหนักได้มากถึง 500 กิโลกรัม มีความยาวมากถึง 4 เมตร ยิ่งมีขนาดใหญ่ก็ยิ่งราคาแพง เมื่อนำมาเป็นซูชิจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ Otoro (โอโทโร่) ส่วนหน้าท้อง Chutoro (ชูโทโร่) และ Akami (อะคามิ) ขอแอบกระซิบนิดนึงว่าส่วน Otoro เนี่ยเด็ดดวงสุด ๆ

Salmon Skin Roll (หนังปลาแซลมอน)

salmon skin roll

ปลายอดนิยมอย่างปลาแซลมอนนั้นนอกจากจะมีเนื้อแสนอร่อยทั้งตอนดิบและตอนสุกแล้ว หนังของมันก็สามารถนำมาทำเป็นไส้ของซูชิโรลที่อร่อยได้เช่นกัน นำไปอบหรือย่างก็จะได้เป็นความอร่อยที่เค็มและกรุบกรอบ

Amebi (กุ้งหวาน)

amebi

กุ้งหวาน (Amebi) นั้นไม่ใช่กุ้งแบบเดียวกันกับกุ้งธรรมดา (Ebi) เพราะกุ้งหวานคือส่วนของหางกุ้งสด ๆ ของกุ้งอลาสก้าสีชมพู เนื้อโปร่งแสง ขนาดไม่ใหญ่นักแต่มีรสชาติที่เข้มข้นและชชัดเจนกว่ากุ้งธรรรมดามาก บางครั้งเชฟจะทาวาซาบิเพื่อเพิ่มรสชาติให้ด้วย

Shime Soba (ปลาซาบะดอง)

Shime Soba

เนื้อปลาซาบะดิบจะถูกนำมาดองด้วยน้ำส้มสายชูก่อนนำมาทำเป็นหน้าซูชิแสนอร่อย แต่เนื้อปลาจะมีรสชาติออกเปรี้ยวจัดและมีความมันค่อนข้างมาก

Hamachi with Jalapeños (ปลาหางเหลืองและพริกจาลาป้า)

himachi

ปลาฮามาจิหรือปลาหางเหลืองเป็นปลาอีกชนิดที่นิยมนำมาทำเป็นซูชิแสนอร่อย แม้หางจะเหลืองแต่เนื้อของมันนั้นมีสีขาวเนียนนุ่มแทรกไปด้วยไขมัน โดยเฉพาะในหน้าหนาวที่เป็นฤดูกาลแห่งการสะสมไขมันแล้วยิ่งอร่อย ซึ่งปลาฮามาจิถูกค้นพบว่าอร่อยยิ่งขึ้นเมื่อกินคู่กับจาลาป้า (พริกจากแม็กซิกัน)

Fugu (ปลาปักเป้า)

Fugu

สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการกินซูชิคงไม่มีใครสามารถปปฏิเสธได้ว่าเนื้อปลาปักเป้าคือเนื้อปลาที่อร่อยที่สุดสำหรับเมนูซูชิ แม้จะถูกจัดว่าเป็นปลาที่มีพิษร้ายแรงที่สุดแต่ก็ยังได้รับความนิยมมากในหมู่นักกิน ด้วยความที่มีเนื้อนุ่มละเอียดหวานอร่อยนั่นเอง ซึ่งประเทศญี่ปุ่นนั้นเข้มงวดมากในการแล่เนื้อปลาปักเป้า เชฟผู้แล่จะต้องได้รับใบอนุญาตเท่านั้น

3มารยาทและ วิธีกินซูชิ ที่ถูกต้อง

eating 2

วิธีกินซูชิ อาจดูเหมือนง่าย ใคร ๆ ก็กินได้ แต่ด้วยความที่เป็นญี่ปุ่นทำให้วัฒนธรรมการกินซูชิของที่นี่มีมากไปกว่าการเอาเข้าปาก เคี้ยว แล้วกลืน เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะเรียนรู้วิธีการกินที่ถูกต้องพร้อมมารยาทที่จะทำให้คุณดูเป็นคนที่ดูดีมีวัฒนธรรมขึ้นได้ในร้านอาหารญี่ปุ่น

ลำดับการกิน

sushi 2

หลักการคือเริ่มกินจากซูชิที่มีรสอ่อนก่อนแล้วจึงไล่ไปหาปลาที่มีรสชาติเข้มเพื่อไม่ให้รสชาติเข้มกลบรสอ่อนจนหมด หรือหากไม่แน่ใจในลำดับการกินก็สามารถกินขิงดองเพื่อเปลี่ยนรสชาติก่อนกินซูชิคำถัดไปได้ เมื่อกินของคาวครบแล้วก็กินซูชิหน้าไข่หวานปิดท้ายเพื่อล้างปากหรือจะเป็นกุงกังซูชิเราก็ไม่เกี่ยง และแนะนำให้สั่งซุปหอยลายร้อน ๆ มาซดก่อนสิ้นสุดมื้ออาหารด้วยนะ

วิธีกินกินซูชิ

eating 1

  • อย่าจิ้มซูชิด้วยตะเกียบเพราะถือเป็นลางไม่ดีและยังดูไร้มารยาทอีกด้วย
  • วางตะเกียบในที่วางตะเกียบที่ทางร้านจัดไว้ให้ แต่หากไม่มีก็ไม่เป็นไร
  • การถูตะเกียบเพื่อเอาเสี้ยนออกนั้นถือเป็นการกระทำที่ไร้มารยาทและเหมือนเรากำลังตำหนิร้านอยู่
  • เมื่อต้องคีบอาหารในจานรวมให้ผู้อื่นจะต้องใช้ตะเกียบอีกด้านในการคีบ
  • ไม่ยกตะเกียบขึ้นชี้หน้าผู้อื่น
  • จิ้มโชยุโดยใช้ด้านที่เป็นเนื้อปลาจุ่มลง ไม่ใช้ด้านที่เป็นข้าวเพราะข้าวอาจแตกเลอะเทอะไม่เป็นทรงซูชิ
  • ทาวาซาบิลงบนชิ้นซูชิที่ต้องการกิน ไม่ใส่ลงในโชยุแล้วคน
  • ควรกินซูชิให้หมดภายในคำเดียว
  • สามารถใช้มือในการกินซูชิแทนตะเกียบได้ ไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาท โดยมีวิธีการกินที่คล้ายกันกับตะเกียบ

ข้อสรุป

สุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะแค่เจ้าซูชิชิ้นเล็ก ๆ เนี่ยรายละเอียดเยอะเหมือนกันนะ ซึ่งเชฟซูชิของญี่ปุ่นนั้นกว่าจะมาเป็นได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยล่ะ ต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นเวลานานกว่าหลายปีจึงจะเป็นเชฟที่สมบูรณ์แบบได้ เราเองในฐานะคนกินก็ควรจะเรียนรู้วิธีการกินที่ถูกต้องเพื่อแสดงถึงมารยาทและให้ความเคารพแก่เชฟทุกคนด้วยการรู้คุณค่าของอาหารนั่นเอง ใครที่อ่านแล้วอยากจะไปกินซูชิที่ญี่ปุ่นมันซะตอนนี้เราก็ขอแนะนำให้ไปลองที่ 3 ร้านซูชิขั้นเทพที่การันตีด้วย Michelin Star ตามลิงก์ด้านล่างนี้เลย

เก็บเมลอน กินแบบไม่อั้นกันเถอะ !

การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลทั้งสี่ในประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีผลไม้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูร้อนจะมีเมลอน ซึ่งหาทานสายพันธุ์ต่างๆได้ทั่วประเทศ เมื่อเทคโนโลยีการปลูกในเรือนกระจกเข้ามามีส่วนในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่นเริ่มต้นการเพาะปลูกเมลอนอย่างจริงจัง การปรับแต่งสายพันธุ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ได้เมล่อนที่มีคุณภาพสูงเช่นในปัจจุบัน

 

ในญี่ปุ่น มีฟาร์มที่เราสามารถสัมผัสประสบการณ์ “เก็บเมลอน” จากต้นในฟาร์ม และ เพลิดเพลินไปกับการกินเมลอนแบบไม่อั้นได้หลายแห่ง (ส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำการจองและยืนยันล่วงหน้า) ฤดูร้อนปีนี้ ไปสนุกกับ เมลอนของญี่ปุ่นที่หวานฉ่ำกันเถอะ!

จังหวัดวะกะยะมะ (Wakayama) : Muskmelon

melon-01
melon-02

จังหวัดวะกะยะมะ (Wakayama) มีสภาพอากาศอบอุ่น ขึ้นชื่อว่าเป็น “อาณาจักรผลไม้” เนื่องจากปลูกผลไม้อยู่มากมายหลายชนิด ความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่นี่ถือว่าเป็นระดับชั้นนำของประเทศ ไม่ว่าจะฤดูไหน ก็สามารถเพลิดเพลินกับผลไม้สดที่เป็นผลผลิตท้องถิ่นได้ และในเดือนกรกฎาคม ถึงสิงหาคม ที่เป็นฤดูของเมลอน กิจกรรมการเก็บเมลอน จะถูกจัดขึ้นในหลายๆฟาร์ม เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสำหรับการพักผ่อนและท่องเที่ยว

เก็บผลไม้ที่จังหวัดวะกะยะมะ (ภาษาอังกฤษ)

สถานที่: ฟาร์มคิโนะคุนิ เมืองโกโบ(Kinokuni Farm, Gobo city)
ที่อยู่ : 1335-4 Ueno, Nadacho, Gobo-shi, Wakayama
การเดินทาง : 15 นาที ด้วยรถยนต์จาก Gobo IC
จากสถานี Shin-Osaka ขึ้นรถไฟ JR Limited Express Kuroshio ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที มาลงที่สถานี Gobo และขึ้นรถบัส Gobonankai สาย Inami ใช้เวลาประมาณ 20 นาที มาลงที่ป้าย Teramachi ซึ่งสวนอยู่ใกล้ป้ายรถเมล์
ฤดูกาล : ปลายเดือนมิถุนายน – ปลายเดือนสิงหาคม
ค่าเข้า : [เก็บ] 1,800 เยน + เมลอน 1 ลูก (ไม่รวมที่กินไม่อั้น)
[กินไม่อั้น] ผู้ใหญ่ 1,500 เยน / เด็ก 1,200 เยน
※ ต้องจองล่วงหน้า
สถานที่: อันจิน เมืองฮิดะคะงะวะ (Anchin, Hidakagawa Town)
ที่อยู่: 1745-3 Kanemaki, Hidaka-gawa-cho, Hidaka-gun, Wakayama
การเดินทาง : 10 นาที ด้วยรถยนต์จาก Kawabe IC หรือ Gobo IC
จากสถานี Shin-Osaka ขึ้นรถไฟ JR Limited Express Kuroshio ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที มาลงที่สถานี Gobo และเปลี่ยนเป็นสาย Kisei ใช้เวลา 2 นาที มาลงที่สถานี Dojoji และเดินต่อ 3 นาที
ฤดูกาล : ปลายเดือนมิถุนายน – สิงหาคม
ค่าเข้า : [เก็บ] 1,200 เยน (รวมชิมชิ้นเล็ก)
[กินไม่อั้น] 2,500 เยน (รวมเมลอนสำหรับกลับบ้าน)
※ ต้องจองล่วงหน้า

จังหวัดชิซุโอกะ (Shizuoka) : Muskmelon

melon-03

Izu Fruit Park เมืองมิชิมะ (Mishima) จังหวัด ชิซุโอกะ (Shizuoka) เป็นสวนผลไม้ ที่สามารถเก็บผลไม้ทานได้ตลอดทั้งปี มีทั้งร้านอาหารขนาดใหญ่ โรงงานชีสเค้ก รวมไปถึงการเดินชมโรงงานข้าวเกรียบกุ้ง และยังมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจำหน่าย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนจะมีกิจกรรมเก็บเมลอนเนื้อแน่น ที่มีรสหวานสุดๆ ให้กินได้แบบไม่อั้นด้วย

สถานที่: Izu Fruit Park
ที่อยู่: 181-1 Tsukaharashinden, Mishima-shi, Shizuoka
การเดินทาง : จากสถานี Tokyo นั่ง Tokaido / Sanyo Shinkansen ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงไปลงที่สถานี Mishima จากนั้นขึ้นแท็กซี่ หรือ รถบัสโทไค ใช้เวลา 15 นาที มาลงที่ Izu Fruit park
ฤดูกาล : เดือนมิถุนายน – กันยายน
ค่าเข้า : เก็บเมลอน + กินเมลอนได้ไม่อั้น
ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,654 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 2,268 เยน
ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,024 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 1,728 เยน
ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,348 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 2,052 เยน
ทั้งแบบเก็บเมลอน และแบบกินได้ไม่อั้น จำเป็นต้องจองล่วงหน้า
จังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) : Yubari melon
melon-04

ยูบะริเมลอน (Yubari melon) คือ เมลอนเนื้อสีส้มที่ปลูกในเขตยูบะริ (Yubari) ห่างจากใจกลางเมืองซัปโปโร (Sapporo) 40 กิโลเมตร และจากสนามบินชินชิโตเซะ (Shin Chitose Airport) 40 กิโลเมตร มีลักษณะเด่นคือความหวานจัดและความฉ่ำ เนื่องจากการผลิตมีจำกัด ทำให้ไม่สามารถเก็บยูบะริเมลอนแบบไม่อั้นได้ แต่ในเมืองใกล้กันอย่างฟุระโนะ (Furano) เราสามารถกินยูบะริเมลอนเท่าไรก็ได้ไม่จำกัด แนะนำให้ไปลองสักครั้ง

สถานที่ที่สามาถทั้งชิมและกินเมลอนแบบไม่อั้นได้

สถานที่: Yubari resort “Lupinus Restaurant” บุฟเฟต์มื้อเที่ยง
ที่อยู่ : 2nd floor, Hotel Mount Racey, 2-4 Suehiro Yūbari-shi, Hokkaido
การเดินทาง : จากสถานี New Chitose Airport ขึ้นรถไฟ JR สาย Rapid Airport ปลายทางซัปโปโร ใช้เวลา 3 นาที มาลงที่สถานี Minami-Chitose และเปลี่ยนเป็นสาย Sekishō ใช้เวลา 110 นาที มาลงที่สถานี Yubari สถานีเชื่อมต่อถึงเลย
ฤดูกาล : 15 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2016
เวลาทำการ : 11.30 – 13.00 น. (วันธรรมดา) 11.30 – 14.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด) ไม่ต้องจองล่วงหน้า
ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 3,025 เยน เด็ก 2,420 เยน เด็กเล็ก 1,080 เยน

 

ไป ญี่ปุ่น เเล้ว ต้องเเวะไป เก็บสตรอเบอรี่

Strawberry


  ความสนุกในการเก็บสตรอเบอรี่นั้น คือการที่ได้มีโอกาส เลือกและลิ้มรส ลูกสตรอเบอรี่สดๆ อันแสนหอมหวานจากต้น!! ซึ่งฤดูกาลเก็บสตรอเบอร์รี่ที่สนุกสนานเพลิดเพลิน จะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงประมาณเดือนพฤษภาคม ถ้าซื้อที่ซุปเปอร์มาร์เกตราคาจะค่อนข้างแพง เราจะแนะนำถึงวิธีที่ทั้งสนุกและสามารถเลือกสตรอเบอร์รี่สดใหม่ได้ด้วยตัวเอง และทานได้แบบไม่อั้น ทำให้ทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจ

เกร็ดน่ารู้ในการเก็บสตรอเบอรี่

วิธีเลือกสตรอเบอรี่นั้น ให้เลือกดูว่าที่บริเวณปลายก้านนั้นเป็นสีแดงหรือไม่ และถ้าผลสตรอเบอรี่มีสีแดงสด สมํ่าเสมอออกมาตั้งแต่ข้างในละก็ จะดีเยี่ยม!!

ช่วงเวลาในการเก็บสตรอเบอรี่ จะเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมในแถบคิวชู ไปจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคมในแถบคันโต และฮอกไกโดในช่วงเดือนกรกฏาคม
ค้นหาเคล็ดลับสตรอเบอร์รี่แสนอร่อยและกฎระเบียบ!
   เข้าไปในเรือนกระจกแล้วอยากทานทันที! จริงๆแล้วแนะนำให้เดินสำรวจดูรอบๆก่อน ถึงแม้ว่าจะมีเวลาทานไม่อั้นในฟาร์มแค่30นาทีแต่ ถ้าเรารีบร้อนบางทีเราอาจจะเจอสตรอเบอร์รี่ที่ยอดเยี่ยมเมื่อเราอิ่มไปแล้วก็ได้ ดังนั้นนี่จึงเป็นการแนะนำและกฎในการค้นหาสตรอเบอร์รี่แสนอร่อย

หาผลที่สุกคือความสุขในการเก็บสตรอเบอร์รี่ ! บางคนก็เคยมีประสบการณ์ สตรอเบอร์รี่ที่ซื้อมาบางครั้งก็แดงแต่ไม่หวาน นั้นคือสตรอเบอร์รี่ที่ไม่สุกจริง หลังการเก็บแล้วต้องเว้นช่วงเพื่อเพิ่มความหวาน ผลสตรอเบอร์นี่จะนิ่มขึ้นและเป็นสีแดงที่อุณหภูมิห้องหลังการเก็บเกี่ยว แต่ความหวานจะไม่เพิ่มขึ้นในทางกลับกันผลที่แดงก่อนเก็บจะหวานกว่า !
• สีสดใส • ผลมีจุดเรียงอย่างสวยงาม • ผลขนาดเล็กสีแดงสดใสจะมีความหวานกว่า • มีกลิ่นหอมมาก • แดงเสมอกันทั้งลูกถึงใต้กลีบเลี้ยง (ไม่มีส่วนสีขาว) • มีรอยแตก (ใกล้กลีบเลี้ยง)

• ทานได้ประมาณเท่าไร ?
ผู้ใหญ่1คนทานได้ประมาณ 30-40 ผล ถึงแม้ว่าเป็นแบบกินเท่าไรก็ได้ แต่ก็ไม่ใช้การแข่งกิน สิ่งสำคัญอยู่ที่ ค่อยๆกินสตรอเบอร์รี่ที่ได้รับการดูแลมาอย่างดี ดังนั้นเราควรทานให้อิ่มอย่างเรียบร้อย

• เพลิดเพลินกับทุกประเภท
ภายในสวนจะมีหลายสายพันธุ์รอให้เราไปเก็บอยู่ บางครั้งเราอาจจะอยากเก็บผลที่มีขนาดใหญ่ แต่จริงๆแล้วลูกเล็กๆ แดงๆ ก็มีความหวานไม่แพ้กัน

• ต้องล้างสตรอเบอร์รี่ก่อนไหม?
กล่าวกันกันว่าถ้านำสตรอเบอร์รีมาล้างจะทำให้รสชาติจางลง สตรอเบอร์รี่ปลูกขึ้นในลักษณะที่สามารถเก็บแล้วทานได้เลย แต่บางสวนก็เตรียมถ้วยกระดาษใส่น้ำสำหรับล้างไว้ให้ท่านที่อยากจะล้างก่อนทานด้วย

• เคล็ดลับในการกินให้อร่อย
ส่วนปลายของสตรอเบอร์รี่เป็นส่วนที่มีระดับน้ำตาลมากที่สุด โดยเฉพาะลูกใหญ่ๆ เราควรเด็ดขั้วทิ้งแล้วทานจากขั้วไปจนสุดปลาย จึงจะได้รับความอร่อยอย่างเต็มที่

• วิธีการทานกับนมข้น?
ถึงแม้การทานกับนมข้นจะทำให้หวานอร่อยขึ้นแต่ในตอนแรกเราควรทานแบบลิ้มรสความหวานของสตรอเบอร์รี่อย่างเดียวก่อน พอเริ่มอิ่มแล้วเราก็ทานกับนมข้นหวานเพื่อที่จะสนุกกับการเปลี่ยนรสชาติ

• ห้ามนำกลับ
เราสามารถทานเท่าไรก็ได้ในเรือนกระจกแต่ห้ามนำออกมา! ท่านสามารถซื้อสตรอเบอร์รี่กลับไปทานต่อได้

Tochi Otome

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีเมล็ดใหญ่, เปรี้ยวน้อย และเป็นที่นิยมในเขตคันโต
Fusanoka

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีถิ่นกําเนิดในชิบะ มีความหวานมาก และมีกลิ่นหอมคล้ายๆกับลูกพีช
Akihime

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีขนาดแบน ยาว รสชาติไม่ค่อยเปรี้ยวมาก แต่จะค่อนข้างหวาน
Sachi noka

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีเมล็ดที่ใหญ่ ค่อนข้างแข็ง และมันวาว รสชาติหวาน ปนเปรี้ยวเล็กน้อย
Beni Hoppe

เป็นสตรอเบอรี่ ที่มีความหมายว่า สตรอเบอรี่แก้มแดง ซึ่งมีเมล็ดค่อนข้างใหญ่
Ama Ou

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีเมล็ดค่อนข้างใหญ่ มีกลิ่นหอม มีปริมาณนํ้าตาลสูง

 

  ข้อควรระวังในการเก็บผลสตรอเบอรี่
ไม่ควรจับ หรือเด็ดสตรอเบอรี่ อย่างรุนแรง
ไม่เหยียบ หรือจับบิดงอผลสตรอเบอรี่
ไม่นําผลสตรอเบอรี่ออกนอกสวน
ไม่ควรรังแก หรือทําร้ายน้องผึ้งที่อยู่ในสวน

เที่ยวญี่ปุ่น 10 ร้านขนมโอซาก้า บรรยากาศหรูหราในราคาหลักร้อย

10 ร้านขนมโอซาก้า บรรยากาศหรูหราในราคาหลักร้อย

เวลาไป เที่ยวญี่ปุ่น มี ร้านขนมโอซาก้า ร้านไหนบ้างที่เพื่อน ๆ รู้สึกว่า ‘โอ้โห สวยจัง…แต่ต้องแพงแน่เลย’ ความคิดแบบนี้แหละที่จะทำให้เราไม่กล้าเข้าไป และต้องพลาดโอกาสได้กินขนมอร่อย ๆ ในร้านสวย ๆ ในวันนี้เราจะทำให้ความคิดของเพื่อน ๆ เปลี่ยนไป เพราะเรามี 10 ร้านขนมโอซาก้า ที่หน้าตาด้านนอกนั้นดูหรูหรา สวยงาม น่ารักเกินเอื้อม แต่ความจริงแล้วราคาไม่แพงอย่างที่คิด !

1PARIS-h (パリアッシュ)

PARIS-h 2

โอ้โห ! นี่เรากำลังอยู่ในจังหวัดโอซาก้าจริง ๆ ใช่มั้ย เพราะทางร้าน PARIS-h แห่งนี้เค้ายกเอาความเป็นปารีเซียงมาไว้ที่นี่แบบจัดเต็ม ตึกสูงอันเป็นที่ตั้งของร้านแห่งนี้ก็มีออกแบบในสไตล์ฝรั่งเศสทั้งตึก สวยงามและมีเสน่ห์จนราวกับเป็นภาพตัดต่อเลยล่ะ

ร้านขนมโอซาก้า

เดินเข้าสู่ภายในตัวร้าน ความหรูหราถูกลดทอนไปด้วยบรรยากาศสบาย ๆ อันแสนอบอุ่นที่ดูเหมือนเรากำลังอยู่ในเตาอบขนมปังขนาดใหญ่ แสงไฟสีส้มอ่อน ๆ ส่องให้ขนมปังดูน่ากินขึ้นไปอีก

PARIS-h 3

เฟอร์นิเจอร์หลักของที่นี่ไม่ใช่โต๊ะเก้าอี้หรือสิ่งใด แต่เป็นขนมปังที่ทางร้านอบสดใหม่จากเตาที่อยู่ด้านหลังของร้าน เหล่าเฟอร์นิเจอร์ขนมปังหลากชนิดถูกจัดวางให้ตั้งเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่เคาน์เตอร์ ละลานตาชวนหิวไปหมด

PARIS-h 4

ความหลากหลายของชนิดขนมปังที่ทางร้านมีจำหน่ายอาจทำให้เราตัดสินใจเลือกไม่ถูกว่าจะซื้อชิ้นไหนดี เพราะทุกชิ้นน่ากินราวกับพวกมันกำลังส่งเสียงเชิญชวนว่า ‘เลือกฉันสิ’ เลยล่ะ

PARIS-h 5

แต่ถ้าลังเลเลือกไม่ถูก รักพี่เสียดายน้อง เพราะชิ้นนู้นก็น่ากิน ชิ้นนี้ก็ดูน่าอร่อยก็หยิบไปทั้งหมดนั่นแหละ เพราะราคาไม่แพงเลย ยิ่งเมื่อเทียบกับคุณภาพของขนมปังสไตล์ฝรั่งเศสแบบนี้ด้วยแล้ว รับรองอร่อยคุ้ม

PARIS-h 6 

ขนมปังชิ้นใหญ่ที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ ๆ สีน้ำตาลทองอร่ามน่ากัดเสียจริง ถ้ามาเที่ยวที่โอซาก้าหลายคืนก็ซื้อชิ้นใหญ่ไปเก็บไว้กินเป็นมื้อเช้าได้สองวันก็น่าจะดีนะ

PARIS-h 7

Canneler de Bordrex ขนมสัญชาติฝรั่งเศสแท้ ๆ ที่หากินได้ยากนอกประเทศฝรั่งเศส ที่นี่เค้าก็จัดมาเสิร์ฟ ซึ่งมีราคาไม่แพงเลยด้วยนะ แค่ 240 เยน เท่านั้น รสชาติก็จะหอมหวานเนียนนุ่มเหมือนคัสตาร์ด แต่ด้านนอกจะออกกรอบนิด ๆ โอ้ย น้ำลายจะไหล

PARIS-h 8

นอกจากได้กินขนมอร่อย ๆ แล้ว ก็ลองเดินเล่นสำรวจร้านไปพลาง ๆ ได้ด้วยนะ เพราะของตกแต่งของที่นี่เองก็น่าสนใจไม่แพ้ขนมปังเลยล่ะ

PARIS-h (パリアッシュ)

ที่อยู่ 3-6-32 Nakanoshima, Kita-ku, Osaka, Osaka
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟ JR สาย Keihan-Nakanoshima Line มาลงสถานี Watanabebashi Station แล้วเดินอีก 2 นาที
เวลาทำการ 10.00-19.00 น.
ราคา ประมาณ 500 เยน
โทรศัพท์ 06-6479-3577
Blog PARIS-h

ดูแผนที่ PARIS-h (パリアッシュ)

2Nakatanitei (なかたに亭)

Nakatanitei 1

ร้าน Nakatanitei เป็นอีกร้านขนมหวานขนาดใหญ่ที่หน้าตาด้านนอกดูเป็นมิตรมาก ๆ แต่ต้องมองป้ายร้านดี ๆ หน่อยนะเพราะอาจเดินผ่านไปได้ด้วยความที่ไม่รู้ว่าที่นี่เป็นร้านขนมหวาน

Nakatanitei 2

บรรยากาศน่ารักอย่างเป็นธรรมชาติด้วยชุดโต๊ะเก้าอี้ที่แอบมีความคล้ายกับโต๊ะนักเรียนอยู่เหมือนกัน แต่การกินขนมหวานในบรรยากาศแบบนี้ก็ช่วยให้เรารู้สึกย้อนวัยได้ดีนะ ยิ่งถ้ามากินกับเพื่อนด้วยแล้วคงจะเหมือนเรากำลังมากินขนมหลังเลิกเรียนเลยล่ะ

Nakatanitei 3

เดินส่องตู้กระจกใสที่ภายในอัดแน่นไปด้วยเค้กหลากชนิที่มีหน้าตาการออกแบบที่สวยงามทีเดียว โดยส่วนใหญ่เค้กของที่นี่จะมีเลเยอร์หลักเป็นเค้กเนื้อมูสอันถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของร้าน

Nakatanitei 8

เค้กมูสช็อคโกแลตชิ้นแรกที่เราจะเอามายั่วน้ำลายกันคือชิ้นนี้เลย แค่เห็นด้านนอกก็ใจละลายแล้ว ความเงางามของช็อคโกแลตที่สะท้อนแสงไฟในร้านนั้นสวยงามมาก ผ่าด้านในเป็นเนื้อช็อคโกแลตมูสสุดอร่อยเนียนนุ่มหอมหวาน

Nakatanitei 4

และอีกหนึ่งชิ้นที่มองภายนอกแล้วหน้าตาธรรมดามากกก เป็นเพียงแค่เค้กช็อคโกแลตสี่เหลี่ยมสุดเบสิกแต่ความจริงแล้วด้านในนั้นอัดแน่นไปด้วยเลเยอร์ช็อคโกแลตทั้ง 3 แบบ กินพร้อมกันทั้ง 3 เลเยอร์ หืมมม ฟินลืม

Nakatanitei 9

แต่ถ้าไม่สันทัดเค้กช็อคโกแลต ก็สามารถเลือกเป็นเค้กมูสวานิลลาที่ด้านนอกเคลือบด้วยถั่วบดรสช็อคโกแลต ความละมุนนั้นเทียบเท่าระดับไอศกรีมได้เลยล่ะ

Nakatanitei 6

ชูครีมเป็นขนมอีกชนิดหนึ่งที่เราสามารถพบได้ทั่วไปตามร้านเบเกอรี่ในประเทศญี่ปุ่น และจุดเด่นของชูครีมที่นี่คือไส้นั้นอัดแน่นแต่ไม่ได้ทะลักออกมาจนเลอะเทอะนะ กินง่ายอร่อยด้วย

Nakatanitei 5

ครอบคลุมของหวานทุกสายจริง ๆ เลยค่ะที่นี่เพราะมาการอง ขนมสัญชาติฝรั่งเศสยอดฮิตที่ฮอตฮิตติดลมบนสุด ๆ ไม่ว่าใครก็ถวิลหาเจ้าสิ่งนี้กันทั้งนั้น ซึ่งมาการองของที่นี่ก็มีหลากรสชาติหลายสีสันให้เลือกเลยนะ

Nakatanitei 7

และยังมีขนมหวานอื่น ๆ อีกมากจนบอกไม่หมด ใครอยากลองต้องเดินทางมาที่โอซาก้าเดี๋ยวนี้เลยล่ะ เพราะทุกอย่างน่ากินมาก ๆ

Nakatanitei (なかたに亭)

ที่อยู่ 6-6-27 Uehonmachi, Tennoji-ku, Osaka, Osaka
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟ JR สาย Kintetsu-OsakaLine มาลงสถานี Osaka-Uehommachi แล้วเดินอีก 3 นาที
เวลาทำการ 10.00-19.00 น.
ราคา ประมาณ 500 เยน
โทรศัพท์ 06-6773-5240
Website Nakatanitei

ดูแผนที่ Nakatanitei (なかたに亭)

3Pathisuri-shokoratori-o-dhine-ru (パティスリー ショコラトリー オーディネール)

pathisuri

อย่ามัวแต่ลังเลแอบลอดมองผ่านหน้าต่างของร้าน ขอให้ก้าวเท้าเข้าไปด้วยความมั่นใจที่ร้าน Pathisuri-shokoratori-o-dhine-ru แห่งนี้ได้เลยเพราะว่าราคาเค้กที่นี่ไม่แพงเหมือนความสวยงามของร้านpathisuri 2

ว้าววว ตู้โชว์กระจกดูสวยงามขึ้นเยอะเลยเมื่อมีเค้กหน้าตาดีประดับประดาอยู่มากมาย สีสันของเค้กที่นี่ไม่ได้หวือหวาจี๊ดจ๊าด แต่คุมโทนด้วยสีอ่อน ๆ ดูน่ารัก

pathisuri 3

เค้กที่นี่เน้นเลเยอร์หลาย ๆ ชั้นเพื่อสร้างเนื้อสัมผัสของเค้กให้มีมิติมากขึ้นพร้อมรสชาติที่แสนอร่อยด้วย แน่นอนว่ามีเนื้อมูสเป็นเลเยอร์สำคัญ ใครที่ชอบเค้กเนื้อเนียนต้องจัดด่วน

pathisuri 6

ไปดูเลเยอร์เค้กกันแบบซูม ๆ น่ากินมากกกกก

pathisuri 8

เลเยอร์ของเค้กเกาลัดก็น่ากินเช่นกันนะ หอม ๆ มัน ๆ เอาใจคนรักเกาลัดสุด ๆ

pathisuri 5

ก่อนกลับถ้าจะเลือกซื้อเป็นของฝากก็ลองมาดูโซนนี้ก่อนได้เพราะถ้าจะให้ซื้อเค้กกลับก็คงจะหิ้วกลับลำบากแถมยังเก็บไว้ได้ไม่นานอีกด้วย ลองดูเป็นคุกกี้หรืออื่น ๆ แทนก่อนได้นะ

Pathisuri-shokoratori-o-dhine-ru (パティスリー ショコラトリー オーディネール)

ที่อยู่ 2-4-16 Minamihorie, Nishi-ku, Osaka, Osaka
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟสาย Hanshin-Namba Line มาลงสถานี Sakuragawa แล้วเดินอีก 5 นาที
เวลาทำการ 11.00-20.00 น.
ราคา ประมาณ 500 เยน
โทรศัพท์ 06-6541-4747
Facebook Pathisuri-shokoratori-o-dhine-ru

ดูแผนที่ Pathisuri-shokoratori-o-dhine-ru (パティスリー ショコラトリー オーディネール)

4 W.Bolero (ドゥブルベボレロ 大阪本町店)

W.Bolero 1

บรรยากาศหน้าร้าน W.Bolero นั้นมีความอินเตอร์อยู่สูงมากไม่แพ้ร้านอื่นเลย สีโทนเขียวขี้ม้าเข้มแบบนี้น่าจะหาคนเลือกใช้ยาก แต่ทีนี่ก็สามารถทำออกมาได้ดูคลาสสิกและไฮโซทีเดียว

W.Bolero 2

ในร้านก็ออกแบบได้สอดคล้องกันกับด้านนอก สีน้ำเงินเข้มที่ใช้ไม่ได้ทำให้รู้สึกขัดตาเลยสักนิด แต่กลับให้ความรู้สึกสบาย ๆ ผ่อนคลายมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

W.Bolero 3

ที่นี่มีจำหน่ายเบเกอรี่ที่ค่อนข้างครบครันเพราะมีเบเกอรี่จำพวกขนมปังขายอยู่ด้วย ซึ่งมีหลายแบบหลายรสชาติมาก ๆ และถ้าหากซื้อเป็นขนมปังรสธรรมชาติก็สามารถมาเลือกแยมผลไม้ไปเพิ่มรสชาติได้ด้วย สามารถซื้อเป็นของฝากได้เหมือนกันนะ เพราะแพ็กเกจจิ้งมีความน่ารักอยู่พอตัวเลยล่ะ

W.Bolero 4

อย่ารอช้าตามไปดูหน้าตาของเค้กกันดีกว่าจะสวยสดงดงามขนาดไหน

W.Bolero 7

เค้กของที่นี่ทำสดใหม่และหมดเร็วมาก ๆ และจะมีพนักงานของร้านมาคอยบริการเติมเค้กใหม่ ๆ ให้เต็มตู้อยู่เสมอ แต่ถ้ามาช้ามากแล้วเค้กหมดก็ไม่รู้ด้วยนะจ้ะ

W.Bolero 10

ความน่ากินนั้นไม่ปราณีใครเลยจริง ๆ เห็นแล้วท้องร้องดังโครก ยอมอ้วนเลยนะเนี่ย

W.Bolero 11

การออกแบบเค้กของที่นี่จะสวยงามทั้งภายนอกและภายใน เห็นแบบนี้ไม่มีใครอดใจไหวแน่นอน

W.Bolero 12

ชูครีมกรอบนอกหวานในก็สามารถสั่งมาเป็นขนมหวานเบาท้องได้เมื่อรู้สึกว่าเค้กนั้นเลี่ยนเกินไปหน่อย

W.Bolero 14

แวะมาจิบชากินเบเกอรี่สุดอร่อยกันได้ที่นี่เลยนะ รับรองได้ทั้งบรรยากาศที่สวยงามน่าหลงใหลและความอร่อยของอาหาร

W.Bolero (ドゥブルベボレロ 大阪本町店)

ที่อยู่ 4-7-4 Kawaramachi, Chuo-ku, Osaka, Osaka
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟสาย Chuo Line มาลงสถานี Hommachi แล้วเดินอีก 6 นาที
เวลาทำการ 10.00-20.00 น.
ราคา ประมาณ 500 เยน
โทรศัพท์ 06-6228-5336
Website W.Bolero

ดูแผนที่ W.Bolero (ドゥブルベボレロ 大阪本町店)

5 Present (プレザン)

present  1

อย่าเพิ่งกรี๊ดเมื่อได้เห็นหน้าร้าน Present เพราะที่นี่ดูราวกับเป็นบ้านตัวละครในการ์ตูนสักเรื่องเลยล่ะ อิฐสีแดงอบอุ่นถูกก่อขึ้นเพื่อให้เป็นบริเวณหน้าร้าน ดูแล้วน่ารักมาก ๆ

present  2

และด้านในของร้านก็น่ารักไม่แพ้ด้านนอกเลยนะ เพราะภายในถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เกือบทั้งหมด มองแล้วสบายตา ทั้งยังรู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย

present  3

ถ้าเป็นสายขนมปังอยู่แล้วจะต้องถูกใจร้านนี้อย่างแน่นอน เพราะทุกอย่างในร้านเป็นขนมปังสไตล์ฝรั่งเศสทั้งหมดถูกใส่มาในตะกร้าสานหลายขนาด สร้างความน่าสนใจให้แก่ลูกค้าได้ดีทีเดียว

present  4

หากเป็นจุดที่ขนมปังหลายชนิดในตะกร้าสานหลายไซส์มาวางอยู่ในตำแหน่งเดียวกันด้วยแล้วล่ะก็จะกลายเป็นองค์ประกอบของรปภาพที่สวยงามมาก ๆ ถ่ายรูปออกมาแล้วน่ารักแน่นอน

present  5

ขนมปังของที่นี่เค้าขายดีจริง ๆ นะ ยืนยันได้จากรูปนี้ที่ดูเหมือน่าขนมปังบางชนิดจะเริ่มหายไปจากชั้นวางบ้างแล้ว ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าอยากกินแบบไหนก็ลองหยิบตามชิ้นที่ยอดนิยมดูได้นะ

present  6

นอกจากหน้าร้านจะน่ารักแล้ว ชุดถ้วยจานของที่ร้านก็น่ารักเหมือนกันนะ ขอท้าให้เดินทางมาพิสูจน์ด้วยกันที่ร้านแห่งนี้ได้เลย รับรองไม่ผิดหวัง แต่ถ้ากินขนมปังเยอะไปแล้วฝืดคอก็ต้องสั่งชามาจิบคู่กันด้วยนะ

Present (プレザン)

ที่อยู่ 4-25-102 Kamitanabecho, Takatsuki, Osaka
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟ JR สาย Haruka Line มาลงสถานี Takatsuki แล้วเดินอีก 3 นาที
เวลาทำการ 12:00~15:00(L.O.), 18:00~20:00(L.O.)
ราคา ประมาณ 500 เยน
โทรศัพท์ 072-683-0734