ไปเที่ยวญี่ปุ่น ต้องหา อิ่มสะดวกด้วย 11 เบนโตะ

อิ่มสะดวกด้วย 11 เบนโตะสุดอร่อยที่สถานี Shin-Osaka

สถานี Shin-Osaka เป็นสถานีที่เราสามารถเดินได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และยังเป็นที่ตั้งของร้านอาหารจำนวนมากที่เปิดให้บริการตั้งแต่เช้าไปจนดึก สามารถมาฝากท้องได้ทุกเวลาในยามหิว ในวันนี้เราขอแนะนำมื้ออาหารสไตล์เบนโตะที่ทั้งอร่อยและอิ่มท้องให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกัน โดย 11 เบนโตะเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ที่ร้านค้าภายในสถานี Shin-Osaka นั่นเอง

1Hippari Dako-Meshi : ข้าวหม้อดินหน้าปลาหมึก

Hippari Dako-meshi

เริ่มกันที่เมนูแรก คือ Hippari Dako-Meshi ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างด้วยภาชนะบรรจุที่มองไปก็คล้ายกับโอ่งจิ๋วบ้านเรา แต่ความจริงแล้วมันถูกทำขึ้นเลียนแบบอุปกรณ์จับปลาหมึกในสมัยโบราณนั่นเอง ภายในอัดแน่นไปด้วยข้าว ปลาไหลทะเล ปลาหมึก และผักนานาชนิด คล้ายข้าวอบหม้อดิน รสชาติอร่อยกลมกล่อมออกเค็มนิด ๆ ซึ่งน่าจะถูกใจชาวไทยอย่างเรา

Awajiya1682

ที่อยู่ ชั้น 3 โซน Eki Marche
เวลาทำการ 9.30-22.00 น.
ราคา 980 เยน
โทรศัพท์ 07-8431-1682
Facebook Awajiya1682

2Takomusu : ข้าวปั้นทาโกะยากิ

takomusu

Takomusu อีกหนึ่งเมนูปลาหมึกที่มาในรูปของข้าวปั้นขนาดพอดีคำ เป็นการนำเอาเมนูดังแห่งโอซาก้าอย่างทาโกะยากิมาทำเป็นหน้าของข้าวปั้น แล้วห่อด้วยสาหร่ายได้เป็นข้าวปั้นทรงน่ารักน่ากิน รสชาติเค็มและหวานของวัตถุดิบเข้ากันได้ดี เสิร์ฟร้อน ๆ กลิ่นหอมเย้ายวน คงไม่ต้องบรรยายว่าอร่อยขนาดไหน

Kakisen

ที่อยู่ ชั้น 3 Omiyage Rakuichi
ราคา 5 ชิ้น 682 เยน
โทรศัพท์ 07-2330-3000
Facebook Kakisen

3Pork Katsu Sandwich : แซนด์วิชหมูทอดแห่ง Daruma

katsu sandwich

ร้านของทอดชื่อดังแห่งโอซาก้าอย่าง Kushikatsu Daruma ที่นอกจากเมนู Kushikatsu ยอดนิยมแล้ว ที่นี่ยังมีเบนโตะสุดอร่อยเป็นแซนด์วิชหมูทงคัตสึที่เลือกใช้เฉพาะส่วนสะโพกมาทำเท่านั้น ราดด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้านที่เรารู้กันดีว่าอร่อยยกนิ้วอยู่แล้ว โดยแซนด์วิชชิ้นใหญ่จะถูกหั่นแบ่งเป็น 8 ชิ้น ทำให้กินได้ง่ายยิ่งขึ้น

Kushikatsu Daruma

ที่อยู่ จุดจำหน่ายตั๋ว ชั้น 3 Osaka Noren-Meguri
ราคา 680 เยน
โทรศัพท์ 06-6213-8101
Website Kushikatsu Daruma

4Nakanoshima Beef Sandwich : แซนด์วิชเนื้อชั้นดี

beef sandwich

อีกหนึ่งแซนด์วิชที่มาเอาใจคนรักเนื้อโดยเฉพาะนั่นคือ Nakanoshima Beef Sandwich ที่ใช้เนื้อ Matsusakagyu จากจังหวัด Mie ในการผลิต ซึ่งชาวญี่ปุ่นนั้นรู้ดีว่าที่นี่คือแหล่งผลิตเนื้อคุณภาพดี อีกทั้งขนมปังปิ้งด้วยไฟอ่อน ๆ จนได้สีน้ำตาลน่ารับประทาน กรอบนอกนุ่มใน สอดไส้ด้วยเนื้อวัวลายหินอ่อนที่มีไขมันสอดแทรกและส่วนเนื้อแดงที่แน่นอร่อย จากนั้นนำไปชุบแป้งทอดจนกรอบได้ที่ ราดซอสรสออกหวานนิด ๆ ปิดท้าย ได้เป็นแซนด์วิชเนื้อที่แตกต่างแต่ลงตัว

M-Deli

ที่อยู่ ชั้น 3 ร้าน M&DELI บริเวณจุดรอรถไฟ Shinkansen
เวลาทำการ 6.30-21.00 น.
ราคา ขนาดเล็ก 700 เยน และขนาดใหญ่ 1,210 เยน
โทรศัพท์ 06-4806-0014
Website M-Deli

5Hakkaku Bento : เบนโตะโบราณ

Hakkaku Bento

เป็นเวลากว่า 40 ปี แล้วที่ Hakkaku Bento ตั้งจำหน่ายอยู่ ณ บริเวณสถานีรถไฟโอซาก้า เป็นข้าวกล่องที่เสิร์ฟด้วยเมนูอาหารสไตล์คันไซ ประกอบไปด้วยปลาย่างและผักหลากชนิดที่ใช้วิธีการจัดเตรียมแบบโบราณ ข้าวก็ผ่านการหุงมาอย่างดีเพื่อให้นุ่มอร่อยแม้จะต้องบรรจุอยู่ในเบนโตะหลายชั่วโมง แต่รับรองว่าอร่อยและอิ่มตลอดการเดินทางแน่นอน

Suiryoken

ที่อยู่ ร้านค้าจำหน่ายเบนโตะทั่วไปบริเวณจุดรอรถไฟ Shinkansen
ราคา เริ่มต้น 1,000 เยน
โทรศัพท์ 06-6150-4137
Website Suiryoken

6Temari Sushi : เบนโตะซูชิหลายสไตล์

temari sushi

นี่คือซูชิที่มาในรูปของข้าวกล่อง ประกอบไปด้วยซูชิหลากไซส์ หลายหน้า มากทรง รวมไปถึงซูชิทรงกลมแปลกตาที่เรียกว่า ‘Temari Sushi’ ก็มีอยู่ในเบนโตะเซ็ตนี้ด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วจะนิยมกินกันในช่วงเทศกาลเท่านั้น ต่อกันด้วยซูชิทรงสามเหลี่ยม ‘Oshi Sushi’ ที่เป็นอีกหนึ่งความพิเศษของจังหวัดโอซาก้า โดยซูชิทุกคำนั้นจะดูแปลกตาไปจากซูชิที่นักท่องเที่ยวอย่างเราพบตามร้านอาหารทั่วไป เรื่องรสชาติก็คงไม่ต้องพูดถึง เพราะซูชิของญี่ปุ่นนั้นเป็นสุดยอดอยู่แล้ว

Temari Sushi

ที่อยู่ ชั้น 3 Eki Marche ด้านในจุดจำหน่ายตั๋ว
เวลาทำการ 9.30-22.00 น.
ราคา 1,030 เยน

7Kakinoha Sushi : เบนโตะซูชิห่อใบพลับ

Kakinoha Sushi

Kakinoha Sushi คืออีกข้าวกล่องซูชิที่ประกอบไปด้วยซูชิขนาดพอดีคำมาในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ห่อมาด้วยใบพลับดูน่ารักแปลกตา นิยมรับประทานกันในเมือง Nara และ Wakayama โดยเฉพาะในบริเวณที่อยู่ใกล้กับภูเขาซึ่งเป็นแหล่งของอาหารทะเล หน้าของซูชิ Kakinoha ยอดนิยม คือ ปลาแซลมอน ปลาซาบะ และหน้าปลาทะเลอื่น ๆ ซึ่งใบพลับที่ใช้ห่อนั้นไม่สามารถกินได้แต่มีไว้เพื่อป้องกันแบคทีเรีย เนื่องจากซูชิเหล่านี้มีวัตถุดิบเป็นอาหารสดอย่างปลาดิบแต่ต้องบรรจุอยู่ในกล่องข้าวเป็นเวลาหลายชั่วโมง จึงต้องใส่ใจเรื่องการเก็บรักษาเป็นพิเศษ

Kakinoha Sushi

ที่อยู่ ร้านค้าจำหน่ายเบนโตะทั่วไปภายในสถานี
ราคา เริ่มต้น 1,000 เยน

8Kinki Agimaguri : เบนโตะอาหารพื้นเมือง

Kinki Agimaguri

ในแถบคันไซนั้นมีชื่อเสียงโด่งในเรื่องผลิตผลทางการเกษตรอย่างผักและเนื้อวัว และ Kinki Agimaguri เบนโตะกล่องนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสกับรสชาติของอาหารพื้นเมืองอย่างแท้จริง เพราะวัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ใช้ได้จากผลิตผลท้องถิ่นอย่างเนื้อวัวและเนื้อไก่จาก Chiga รวมไปถึงมะเขือยาวจากโอซาก้า ซึ่งบนฝาด้านในเบนโตะแต่ละกล่องจะมีคำอธิบายเพื่อบอกเราว่าอาหารแต่ละชนิดนั้นมีแหล่งผลิตจากที่ใดอีกด้วย

Kinki Agimaguri

ที่อยู่ ร้านค้าจำหน่ายเบนโตะทั่วไปภายในสถานี
ราคา 980 เยน
โทรศัพท์ 01-2059-6010

9Takoju : ทาโกะยากิและข้าวผัดปลาหมึก

takoyaki

หากคุณต้องการลิ้มรสชาติทาโกะยากิก่อนจะกล่าวอำลาโอซาก้าไป คุณสามารถซื้อ Takoju ทาโกะยากิที่มาในรูปของเบนโตะได้ที่สถานี Shin-Osaka แห่งนี้ ผลิตขึ้นโดย Kukuru ร้านทาโกะยากิชื่อดังจาก Dotonburi จึงมั่นใจในเรื่องรสชาติได้เลย และเบนโตะกล่องนี้ยังเสิร์ฟมาพร้อมข้าวผัดปลาหมึกด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่อิ่ม

Kukuru

ที่อยู่ ชั้น 3 ร้านขายเบนโตะภายในจุดจำหน่ายตั๋ว
เวลาทำการ 10.00-21.00 น.
ราคา 1,030 เยน

10Chikiben : ข้าวหน้าราเมน

chikiben

Chikira House เป็นร้านอาหารที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างบริษัทผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยักษ์ใหญ่อย่าง Nissin และ Chikin Ramen ร้านราเมนชื่อดังแห่ง Eki Marche เมนูที่แนะนำคือ Chikibenเป็นการผสมผสานที่ลงตัวของ Chikin Ramen และข้าวรสชาติราเมน โดยจะเสิร์ฟมาพร้อมกับไก่ย่างและไก่ตุ๋น และความพิเศษที่มีมากไปกว่าอาหารเบนโตะทั่วไป คือ เจ้ากล่องข้าวที่ใช้บรรจุนี้มีระบบอุ่นอาหารในตัวเอง! ซึ่งจะทำให้คุณได้กินอาหารที่เหมือนปรุงสดใหม่ร้อน ๆ อย่างแน่นอน

Chikira House

ที่อยู่ 189 Ubayanagicho Nakagyo-ku Kyoto Kyoto
เวลาทำการ 9.30-22.00 น.
ราคา 1,188 เยน
โทรศัพท์ 06-6829-7314
Website Chikira House

11Butaman : ซาเลาเปาไส้หมูจาก 555 Horai

buta bun 551

แม้ซาลาเปาจะไม่จัดอยู่ในอาหารประเภทเบนโตะ แต่เมนูซาลาเปาของร้าน 551 Horai Butaman ที่มีชื่อเสียงจนต้องยกมาเป็นอีกเมนูอาหารที่สามารถซื้อทานแทนเบนโตะได้ และยังมีจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศอีกด้วย แต่คุณสามารถหาทานซาลาเปาที่ผลิตสดใหม่ได้ที่โอซาก้าเท่านั้น เพราะหากซื้อที่จังหวัดอื่นจะเป็นแบบแช่แข็ง ไม่สดใหม่ และที่สถานี Shin-Osaka นี้คุณจะได้ทานซาลาเปาไส้หมูหน้าตาธรรมดาสุดอร่อยที่ถูกนึ่งจนสุกด้วยเครื่องประจำร้านแต่ละสาขาในสถานี จากนั้นก็ลิ้มรสซาลาเปาร้อน ๆ นี้บนรถไฟได้เลย

555 Horai

ที่อยู่ ร้าน 551 Horai ที่มีอยู่หลายสาขา ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ทั้งด้านในและด้านนอกของจุดจำหน่ายตั๋ว
เวลาทำการ 9.30-22.00 น.
ราคา เริ่มต้น 340 เยน (2 ลูก)
โทรศัพท์ 06-6304-0551
Facebook 555 Horai

เที่ยวญี่ปุ่น บุฟเฟ่ต์ปู ที่โอซาก้า ไม่มาแล้วจะเสียใจ!

1Chiso Zanmai : ร้านที่คนไทยคุ้นเคย

Chiso Zanmai

ถึงเวลาออกตามหาห้างสรรพสินค้า Daimaru Umeda กันอีกครั้ง แต่คราวนี้เราจะไปกันที่สาขาโอซาก้า ตามคำบอกเล่าต่อกันมาถึงร้าน CHISOZANMAI อีกหนึ่งบุฟเฟ่ต์นานาชาติในราคาคุ้มค่า

Chiso Zanmai

เหตุผลที่ร้านแห่งนี้เริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก ก็เนื่องมาจาก “ปู” นั่นเอง เพราะบุฟเฟ่ต์ของที่นี่นั้นรวมเมนูปูอันเป็นที่หมายปองของใครหลายคนเอาไว้ด้วย

Chiso Zanmai

เวลา 2 ชั่วโมงเต็ม ๆ ที่ทางร้านจัดให้เพื่อเอาใจคนรักบุฟเฟ่ต์ เราขอให้คุณจัดสรรเวลาที่มีให้ดี เพราะเขามีเมนูอาหารมากมายหลายชนิดจนคุณอาจเลือกไม่ถูก

Chiso Zanmai

นอกจากปูแล้ว ก็ยังมีอาหารญี่ปุ่นอย่างซาชิมิที่เนื้อแซลมอนนั้นทั้งสดและหวาน ซูชิ อุด้ง เทมปุระ ส่วนอาหารจีนก็จะเป็นพวกติ่มซำ ซาเลาเปา และอาหารอิตาเลียนอย่างพาสต้าและพิซซ่าที่ชีสเยิ้มอร่อยสุด ๆ แต่ระวังอย่าทานเยอะ เดี๋ยวจะกินปูไม่ไหวเสียก่อน

Chiso Zanmai

เนื้อปูรสหวานออกเค็มนิด ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ จิ้มกับน้ำจิ้มโชยุสไตล์ญี่ปุ่น หรือหากคิดถึงรสชาติจัดจ้านแบบชาวไทย ก็อย่าลืมพกน้ำจิ้มซีฟู้ดมาทานคู่กัน

Chiso Zanmai

ปูยักษ์ขายาวใหญ่ กินง่าย เพียงหักบริเวณที่ห่างออกมาจากข้อต่อเสียหน่อย เพื่อไม่ให้เนื้อปูด้านในฉีกขาด คุณก็จะได้กินเนื้อปูแบบเต็มชิ้น

Chiso Zanmai

หรือถ้าหากยังไม่จุใจ ก็ตักเอาส่วนก้ามปูมาเลย ใช้อุปกรณ์ที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ (วางอยู่ข้างถาดใส่ปูในไลน์อาหาร) มากระเทาะแกะปูออก แล้วเริ่มบรรเลงปูตรงหน้ากันได้เลย

มากินปูที่นี่ ไม่ต้องจองล่วงหน้าให้วุ่นวาย สามารถเดินทางมาที่ร้านได้เลย เมื่อมาถึงก็บอกจำนวนคนที่มา จากนั้นนั่งรอเรียกคิว แต่ร้านนี้เขาเปิดบริการตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึง 5 ทุ่มเท่านั้นนะคะ

Chiso Zanmai

ที่อยู่ ชั้น 14 ห้างสรรพสินค้า Daimaru Umeda, 3-1-1, Umeda, Kita-ku, Osaka-shi
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟ JR สาย Osaka Loop Line ลงสถานี Osaka ออกทางออกไปโรงแรม Hotel Grandvia Osaka แล้วเดินอีก 4 นาที ห้างจะอยู่ตรงข้ามโรงแรม
เวลาทำการ 17.00-23.00 น.
ราคา 2,808 เยน
โทรศัพท์ 06-4796-7290
Website Chiso Zanmai

ดูแผนที่ Chiso Zanmai

2Toki no Shizuku : บูชา ชาบู บุฟเฟ่ต์ปู ที่โอซาก้า

Tokinoshizuku

อาหารทะเลสด ๆ ถูกยกมาไว้ที่ร้าน Toki no Shizuku แห่งนี้แล้ว มีทั้งกุ้ง หอย ปู ปลาที่รอคอยให้เพื่อน ๆ มากินได้เต็มที่แบบบุฟเฟ่ต์

Tokinoshizuku

มาที่นี่แล้วต้องห้ามพลาดเมนูชาบู ชาบูต้นตำรับสไตล์ญี่ปุ่น ที่วัตถุดิบของอร่อยเหล่านี้ก็คือสารพัดอาหารทะเลสดใหม่ที่ทางร้านจัดหนักไว้เพื่อลูกค้าคนพิเศษเช่นคุณโดยเฉพาะ

คุณจะได้ใช้เวลาสำหรับอาหารมื้อนี้ในห้องส่วนตัว พร้อมกับหม้อชาบูของคุณ

Tokinoshizuku

เมนูปูหิมะเนื้อหวานที่คุณรอคอยก็มีให้กินแบบบุฟเฟ่ต์ จะกินในหม้อชาบูเป็นเมนูร้อน หรือจะสั่งแบบนึ่งมาทานก็อร่อยเหมือนกัน

อิ่มจากมื้ออาหารคาวแล้ว ที่นี่ก็มีบริการของหวานตบท้ายก่อนจะกลับไปนอนฝันหวาน

Toki no Shizuku

ที่อยู่ ชั้น 2 อาคาร Nakanishi, 1-3-16 Dojimahama, Kita-ku, Osaka-shi, Osaka, 530-0004
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟ JR สาย Touzai-Gakken ลงสถานี Kitashinchi แล้วเดินอีก 5 นาที
เวลาทำการ วันจันทร์-ศุกร์ : 11.30-14.00 น./17.00-24.00 น., วันเสาร์ : 17.00-24.00 น.
ราคา 6,000 เยน
โทรศัพท์ 06-6344-4410

ดูแผนที่ Toki no Shizuku

3Kanikoboh : ยิ่งกว่าสด

แค่เพียงชื่อร้านก็บ่งบอกแล้วว่าที่นี่มีอะไรดี “Kani” ในภาษาญี่ปุ่นนั้นแปลว่าปู จึงแน่นอนว่าร้าน Kanikoboh นั้นเสิร์ฟเมนูปูเป็นหลัก ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ปู ไม่ว่าจะปูนึ่ง ปูย่าง ซุปปู

Kanikobou

ภายใต้การควบคุมของบริษัทจัดจำหน่ายอาหารทะเลสด ทำให้มั่นใจได้ว่าวัตถุดิบของที่นี่มีคุณภาพดี สดใหม่ และสะอาด

Kanikobou

บรรยากาศตกแต่งแบบสบาย ๆ ไม่แออัด ไม่ดูหรูหราจนเกินไป ชวนให้นึกถึงร้านอาหารทะเลของบ้านเรา นั่งกินกันแบบชิลล์ ๆ

บุฟเฟ่ต์ปู

บนโต๊ะของคุณจะประกอบไปด้วยหม้อต้มและเตาย่างให้คุณได้เนรมิตเมนูเฉพาะตัวจากวัตถุดิบในไลน์อาหาร

Kanikobou

บุฟเฟ่ต์ปู

เมนูอาหารไว้คั่นระหว่างรอปูสุกก็มีหลากหลาย เช่น เทมปุระ เฟรนช์ฟราย ซูชิและอาหารญี่ปุ่นพื้นบ้านอีกมากมาย

เที่ยวญี่ปุ่นต้องไป 3 ที่สุดแห่ง ร้านอาหารโกเบ ที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

เมื่อโกเบไม่ได้มีดีแค่ ‘เนื้อโกเบ’ เท่านั้น ! วันนี้เราจึงขอพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักและสร้างความสนิทสนมกับเมืองโกเบกันให้มากขึ้นอีกนิดด้วยการแนะนำร้านอาหารแสนอร่อยทั้ง 3 ร้านที่แต่ละร้านต่างมีจุดเด่นที่ต่างกันไป โดยทุกร้านสามารถนำเสนอความเป็นโกเบออกมาได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ เลยล่ะ

Kobe (โกเบ) นั้นถือเป็นเมืองท่าแห่งภูมิภาคคันไซที่หลายคนรู้จักและคุ้นเคยกับชื่อนี้ในฐานะที่เป็นเมืองของเนื้อชั้นดีหรือที่เราพูดกันติดปากว่า ‘เนื้อโกเบ’ นั่นเอง แต่ใครเล่าจะรู้ว่าโกเบแห่งนี้มีอะไรที่น่าสนใจและน่าค้นหามากไปกว่าเนื้อวัว

kobe

ด้วยความที่โกเบเป็นเมืองท่าสำคัญของญี่ปุ่นมาเป็นระยะเวลายาวนานทำให้ที่นี่เป็นแหล่งที่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาทำธุรกิจเป็นจำนวนมากจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่เราจะเห็นวัฒนธรรมจากฝั่งตะวันตกแทรกซึมอยู่ทั่วทุกพื้นที่ในเมืองไม่ว่าจะเป็นในด้านวัฒนธรรม อาหาร สิ่งก่อสร้าง และอื่น ๆ

ในวันนี้เราขอพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักและสร้างความสนิทสนมกับเมืองโกเบกันให้มากขึ้นอีกนิดด้วยการแนะนำร้านอาหารแสนอร่อยทั้ง 3 ร้านที่แต่ละร้านต่างมีจุดเด่นที่ต่างกันไป ซึ่งทุกร้านสามารถนำเสนอความเป็นโกเบออกมาได้อย่างน่าสนใจ

Tooth Tooth Maison 15th (トゥーストゥース・メゾン・ジュウゴ)

tooth 3

เริ่มต้นกันที่แห่งแรกกับร้าน Tooth Tooth Maison 15th ที่ในอดีตเคยเป็นบ้านหลังเก่าแห่งโกเบที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นโดยมีชื่อเดิมว่า Kyu Kobe Kyoryuchi 15 Ban Kan

tooth 2

บ้านแห่งนี้มีการออกแบบในสไตล์โคโลเนียลหรือที่แปลเป็นไทยว่าศิลปะแบบอาณานิคม เป็นสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงล่าอาณานิคมของมหาอำนาจชาวตะวันตกที่เข้ามายึดครองพื้นที่และปลูกสร้างสิ่งก่อสร้าง อาคารบ้านเรือนต่าง ๆ เอาไว้ โดยมีลักษณะการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างศิลปะจากตะวันตกร่วมกับศิลปะของช่างฝีมือท้องถิ่น

tooth 4

ภายในร้านตกแต่งอย่างหรูหราตามแบบฉบับของชาวตะวันตกโบราณ ตั้งแต่โต๊ะเก้าอี้ กำแพง ฝาผนัง เฟอร์นิเจอร์และเครื่องเรือนตกแต่งร้านอื่น ๆ ที่เข้ากันอย่างผ้าม่าน โคมไฟ หรือภาพวาดตกแต่งที่มีเสน่ห์และความสวยงามในแบบที่หาดูได้ยากจากร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป

tooth 13

บรรยากาศโดยรวมของที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังนั่งรับประทานอยู่ในพิพิธภัณฑ์เก่าแก่ที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของอดีต ได้อรรถรสในการทานอาหารไปอีกแบบหนึ่ง

tooth 6

ชื่นชมกับบรรยากาอันสวยงามทั้งภายในและภายนอกของร้านกันจนครบทุกมุมก็ถึงเวลาอาหารแล้ว ที่นี่จะเสิร์ฟเมนูอาหารสไตล์โกเบผสมผสานกับวัฒนธรรมอาหารดั้งเดิมของฝรั่งเศสรวมเข้ากันกับเทคนิคการปรุงอาหารแบบร่วมสมัย

tooth 8

การรวมตัวกันนี้รังสรรค์ให้เกิดเป็นเมนูอาหารที่มีส่วนผสม รสชาติ และหน้าตาที่แสนจะลงตัว ซึ่งทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบที่ได้จากในท้องถิ่นของเมืองโกเบทั้งหมดมาปรุงขึ้นเป็นเมนูต่าง ๆ ได้อย่างน่าอร่อยและเต็มเปี่ยมไปด้วยศิลปะ

tooth 9

เราสามารถเดินทางมารับประทานอาหารที่่นี่ได้ตลอดทั้งวันเพราะมีเสิร์ฟทั้งเมนูอาหารกลางวันแบบเบา ๆ อย่างพาสต้า เสต็กปลา ปลาแซลมอน โดยจะเสิร์ฟมาในปริมาณไม่เยอะแต่เน้นให้ลูกค้าได้ทานอาหารหลายชนิด ซึ่งมื้อกลางวันนี้จะเสิร์ฟเป็นคอร์ส

tooth 10

หากเดินทางมาในช่วงเวลาเย็นที่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ทางร้านจะเสิร์ฟเป็นมื้อดินเนอร์ a la carte แบบจัดเต็มที่เน้นอาหารมื้อหนักปริมาณมากให้อิ่มท้อง เพราะหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้วอาหารมื้อหนักเท่านั้นที่เราคู่ควร

tooth 11

และสำหรับใครที่ไม่เน้นของคาวแต่เน้นของหวานก็เหมาะมาก ๆ ที่จะแวะมานั่งจิบชาและละเลียดกินขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสที่นี่เพราะเค้ามีเสิร์ฟชุดน้ำชาหรูหราสไตล์ฝรั่งเศสที่น่ารักน่ากินสุด ๆ หรือหากกลัวกินไม่หมดก็สามารถสั่งเค้กเป็นชิ้นแทนก็ได้

ถ้ามาที่ร้าน Tooth Tooth Maison 15th แห่งนี้ นอกจากความอิ่มอร่อยแล้ว เรายังได้รับบรรยากาศของร้านอาหารที่ถือเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอีกด้วย เรียกได้ว่ามาที่เดียวได้ครบเลย

Tooth Tooth Maison 15th (トゥーストゥース・メゾン・ジュウゴ)

ที่อยู่ 15 Naniwamachi Chuo-ku, Kobe, Hyogo
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟสาย Kaigan Line มาลงสถานี Kyukyoryuchidaimaru-Mae แล้วเดินอีก 6 นาที
เวลาทำการ 11.00-23.00 น.
ราคา ประมาณ 6,000 เยน
โทรศัพท์ 078-332-1515
Website Tooth Tooth Maison 15th

ดูแผนที่ Tooth Tooth Maison 15th (トゥーストゥース・メゾン・ジュウゴ)

Aomori (青森 神戸市)

aomori 2

ในพื้นที่เขต Nagata ของเมืองโกเบ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Komagabayashi เป็นที่ตั้งของร้านอาหารขนาดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่มีเพียงป้ายชื่อร้านภาษาญี่ปุ่นติดอยู่ หากนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินผ่านไปผ่านมาก็คงไม่อาจรู้ได้ว่าที่นี่เป็นร้านอะไรกันแน่

aomori 4

หากมองกันแค่เพียงภายนอกที่นี่คงเป็นเพียงร้านอาหารอะไรก็ไม่รู้หน้าตาธรรมด๊าธรรมดา ไม่มีแม้แต่รูปภาพอาหารที่จะดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้าน และวันนี้เราขอเฉลยให้ได้รู้ว่าที่นี่คือร้านแรกในตำนานของเมนูโซบะเมชิ เมนูที่โด่งดังไปทั่วญี่ปุ่นแล้วในปัจจุบัน

aomori

โซบะเมชิคือเมนูที่เป็นการผสมผสานกันระหว่างข้าวผัดกับยากิโซบะ ถือเป็นเมนูขึ้นชื่อของย่าน Nagata ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ของเมืองที่เต็มไปด้วยร้านอาหารหลากหลายชนิด แต่เมนูนี้กลับได้รับความนิยมมากที่สุด

จากเมนูยอดนิยมในท้องถิ่นราคาไม่แพงที่ได้รับความสนใจจากสื่อญี่ปุ่นถ่ายทอดผ่านสื่อสาธารณะจนทำให้เมนูจานนี้กลายเป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่วทั้งญี่ปุ่นในเวลาไม่นาน

aomori

ยากิโซบะคือ เมนูบะหมี่ผัดของญี่ปุ่น ซึ่งมีวิธีการทำที่ง่ายมาก ๆ และวัตถุดิบที่ใช้ก็สามารถหาได้จากในครัวเรือน ซึ่งโซบะเมชินี้เองก็คล้ายกันตรงที่ทางร้านเลือกเอาข้าวมาผัดรวมกับเส้นจนเกิดเป็นเมนูแสนอร่อย

แม้ในปัจจุบันจะเริ่มมีหลายร้านที่เสิร์ฟโซบะเมชิตามกระแสนิยมแต่บอกเลยว่าไม่มีที่ไหนเหมือนที่นี่อย่างแน่นอน เพราะร้าน Aomori แห่งนี้คือร้านแรกในตำนานแห่งเมนูโซบะเมชิ

aomori 8 

หน้าตาของมันช่างเย้ายวนชวนหิวเสียเหลือเกิน แม้รูปลักษณ์จะดูแล้วเหมือนข้าวผัดธรรมดาแต่สีสันนั้นจัดจ้านดูมีรสชาติอร่อย ซึ่งเรื่องรสชาตินั้นก็ดีจริง ๆ เสียด้วยล่ะ

aomori 6

ผัดโชว์กันสด ๆ ตรงกระทะที่อยู่เบื้องหน้าให้น้ำลายไหลกันไปเลยในระหว่างที่รอ กลิ่นหอม ๆ ลอยโชยมาเตะจมูกเข้าอย่างจัง เสียงฉ่าจากการผัดให้สุกดังขึ้นเป็นระยะและเมื่อเสร็จเรียบร้อย โซบะเมชิของเราก็มาอยู่ตรงหน้าพร้อมให้ตักกินแล้ว

ถ้าใครอยากรู้ว่ารสชาติของโซบะเมชิร้านแรกในตำนานมันเป็นอย่างไรก็ต้องมาลองดูที่ร้านนี้เลย นอกจากโซบะเมชิแล้วก็ยังมีเมนูยากิโซบะแบบคลาสสิกในเมนูเช่นกัน เชิญมาสัมผัสความรู้สึกของต้นตำรับได้ที่นี่

Aomori (青森 神戸市)

ที่อยู่ 4-8-6 Kubocho, Nagata-ku, Kobe, Hyogo
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟสาย Kaigan Line มาลงสถานี Komagabayashi แล้วเดินอีก 4 นาที
เวลาทำการ ช่วงกลางวัน : 11.30-14.30 น. ช่วงเย็น : 17.00-22.30 น.
ราคา ประมาณ 1,200 เยน
โทรศัพท์ 078-611-1701

ดูแผนที่ Aomori (青森 神戸市)

Wakkoqu Kobe Beef Steak (和黒 北野坂本店)

wakkou 3

เมื่อเดินทางมาถึงเมืองโกเบทั้งทีต้องห้ามพลาดเมนูเนื้อโกเบโดยเด็ดขาด เพราะที่โกเบนั้นเป็นแหล่งเนื้อวัวชั้นดีที่ใคร ๆ ก็ต้องเคยได้ยินชื่อกันทั้งนั้น เนื้อโกเบเป็นเนื้อที่ได้จากวัวขนดำพันธุ์ดีที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างพิถีพิถัน ผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพและจัดเรตเกรดของเนื้อวัวญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานสากลจนได้รับการยอมรับให้เป็นเนื้อคุณภาพดีในอันดับต้น ๆ ของโลก

wakkou 1

ในโกเบมีร้านเสต็กเฮาส์ที่ขึ้นชื่ออยู่หลายร้าน แต่ร้านที่เราจะมาแนะนำในวันนี้ชื่อว่า Wakkoqu Kobe Beef Steak เป็นร้านที่มีความโดดเด่นตั้งแต่รูปลักษณ์การออกแบบร้านที่ใช้อิฐสีแดงสดใสที่ดูเหมือนกับเป็นเตาอบพิซซ่าขนาดยักษ์ แค่เห็นเท่านี้ก็รู้สึกท้องร้องเสียแล้ว

wakkou 4

การออกแบบตกแต่งภายในก็ไม่น้อยหน้าด้านนอก มีความหรูหราของอิทธิพลที่ได้รับมาจากสไตล์ตะวันตก ความรู้สึกคล้ายบ้านของผู้ดีในอดีตที่มีเฟอร์นิเจอร์ที่สวยงามและหรูหรา

wakkou 2

เมนูอาหารที่สามารถดึงเอารสชาติของเนื้อโกเบออกมาได้มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเสต็กที่เรียกได้ว่าเป็นเมนูห้ามพลาดจริง ๆ เพราะการปรุงด้วยวิธีการของเสต็กนั้นจะช่วยดึงเอากลิ่นรสและสัมผัสของเนื้อวัวชั้นดีออกมาได้อย่างถึงแก่นที่สุด

และที่ร้านแห่งนี้ก็ถือเป็นร้านที่มีเมนูเสต็กเนื้ออร่อยที่สุดร้านหนึ่งของเมืองโกเบ สิ่งแรกที่ทางร้านคำนึงถึงในการทำเมนูเสต็กคือการเลือกใช้วัตถุดิบเป็นเนื้อวัวเกรดดีที่ผ่านการตรวจสอบและคัดสรรมาเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้น

wakkou 5

เมื่อได้เนื้อวัวชิ้นเลิศจากแหล่งผลิตมาแล้ว กระบวนการปรุงอาหารด้วยความพิพถีพิถันก็เกิดขึ้น ซึ่งนี่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เมนูเสต็กเนื้อโกเบออกมาอร่อย ด้วยกรรมวิธีการย่างและปรุงอย่างบรรจง ประกอบกับเทคนิคเฉพาะตัวของเชฟผู้มากด้วยประสบการณ์

wakkou 7

ความพิเศษอีกอย่างของทางร้านคือการที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเลือกวัตถุดิบในเมนูเสต็กได้เองเกือบทั้งหมด ตั้งแต่ชนิดของเนื้อวัวและส่วนของเนื้อที่ต้องการ รวมไปถึงระดับความสุกของเนื้อที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะสุกน้อย ปานกลาง ไปจนถึงสุดมากนั้นทางร้านก็ทำให้ได้

ทุกอย่างที่ร้าน Wakkoqu Kobe Beef Steak ทำนั้นก็เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าที่มา นอกจากจะได้เอร็อดอร่อยกับเมนูเสต็กเนื้อโกเบสุดอร่อยแล้ว เรื่องการบริการก็จะทำให้ลูกค้าอย่างเราประทับใจได้ไม่แพ้กันทีเดียว