เที่ยวญี่ปุ่นใสใส ช้อปของวินเทจ ณ ตลาดนัดวัด Shitennoji

ช้อปของวินเทจ ณ ตลาดนัดวัด Shitennoji

Shitennoji Temple

วัด Shitennoji เป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่เมืองเทนโนจิ จังหวัดโอซาก้า สร้างขึ้นโดยเจ้าชาย Tohoku เมื่อปี 593 เจ้าชายได้ทำการว่าจ้างช่างไม้ฝีมือดีจากเกาหลีเพื่อสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาเนื่องจากมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งที่นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแพร่พุทธศาสนาในญี่ปุ่นอีกด้วย

Shitennoji Temple

พื้นที่ของวัดประกอบไปด้วยอาคารทั้งหมด 7 ส่วน โดย 4 อาคารแรกนั้นสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้ราชาแห่งสวรรค์ทั้งสี่ เรียกว่า Shika-in และเจดีย์ 5 ชั้นอันเป็นที่ประดิษฐานของเทวรูปเจ้าแม่กวนอิมซึ่งเป็นที่เคารพของชาวเมือง ส่วนอาคารที่เหลือนั้นได้ใช้เป็นโรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Shitennoji Temple

บรรยากาศภายในวัดและบริเวณโดยรอบนั้นกว้างขวางสวยงามและร่มรื่นเหมาะแก่การเดินเล่นพักผ่อน มีทั้งสวน บ่อน้ำ และโบราณวัตถุที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งที่นี่ยังเป็นอีกสถานที่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีอีกด้วย

นอกจากจะเป็นศาสนสถานที่สำคัญของจังหวัดแล้ว ที่นี่ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 21 และ 22 ของทุกเดือน นั่นคือ ตลาดนัด Flea Market ที่เปิดให้ชาวบ้านนำสินค้ามาขาย โดยมีจำนวนร้านมากถึง 400 ร้านค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าวินเทจแปลกตาที่มีความน่าสนใจมาก ๆ

Shitennoji Temple Flea Market

ผู้คนที่เดินทางมาที่วัดก็มีโอกาสได้แวะเวียนเที่ยวตลาด ซื้อของติดไม้ติดมือกลับบ้าน เพื่อเป็นการหมุนเวียนข้าวเครื่องของใช้

Shitennoji Temple

Shitennoj Temple Flea Market 12

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ในสไตล์ญี่ปุ่นดูจะเป็นสินค้าที่มีจำหน่ายอยู่มากมายในหลายร้านของตลาดแห่งนี้

Shitennoj Temple

อุปกรณ์เครื่องโบราณที่หาดูได้ยากก็มีขายที่นี่

Shitennoj Temple Flea Market

ของใช้ที่ไม่ว่าจะชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็มีให้เลือกมากมาย เมื่อมาวางรวมกันแล้วก็ดูเหมือนเป็นการตกแต่งที่มีสไตล์ไปอีกแบบ

Shitennoj Temple Flea Market

กล้องโบราณที่มีขายอยู่เยอะมาก ในราคาที่ถูกสุด ๆ

Shitennoj Temple Flea Market

ทั้งกล้องส่องทางไกลและกล้องฟิล์ม ส่วนตัวไหนจะใช้งานได้อยู่บ้างนั้น คงต้องสอบถามเจ้าของร้านกันดู

Shitennoj Temple

เครื่องประดับมือสองนี่ก็น่าจะถูกใจสาว ๆ ที่ชอบแต่งตัวสไตล์วินเทจ รับรองว่าถ้าซื้อกลับไปจะต้องไม่ซ้ำใครแน่นอน

Shitennoji Temple

สารพัดของใช้ในอดีตที่หลายคนอาจนำไปเป็นของตกแต่งที่มีคุณค่าได้

Shitennoj Temple

เขากวางก็มี !Shintennoji Temple

เครื่องเขียนมือหนึ่งที่มาในกระบะก็เปิดให้เลือกคุ้ยได้อย่างเต็มที่

Shitennoj Temple

หากเดินช้อปปิ้งจนหมดแรง ก็สามารถแวะเติมพลังก่อนได้ที่ร้านอาหารตั้งเต็นท์ มีทั้งของคาวและของหวาน

ข้อสรุป

นอกจากวัด Shitennoji แห่งนี้จะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเรื่องความสวยงามและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแล้ว กิจกรรมตลาดนัด Flea Market นี้ก็น่าเดินไม่แพ้กัน หากใครมีโอกาสไปโอซาก้า ก็อย่าลืมแวะไปชื่นชมศาสนสถานที่สำคัญที่สุดอีกแห่งของญี่ปุ่นที่นี่ แล้วต่อด้วยการช้อปปิ้งสินค้ามือสองที่ไม่เหมือนใคร เป็นอีกทริปสบาย ๆ สไตล์โอซาก้า

เเวะญี่ปุ่น มาให้ได้ 5 งานประดับไฟ แห่งคันไซ สุดประทับใจยิ่งใหญ่ไม่แพ้คันโต

1Kobe-Luminarie งานประดับไฟ แห่งความหวัง

illuminate kansaiบนท้องถนนยามค่ำคืนในเมืองโกเบช่วงต้นเดือนธันวาคม เป็นเวลาที่เราจะได้เห็นความสวยงามจากดวงไฟนับพันประดับอยู่บนอุโมงค์และกำแพงมหึมาที่ถูกประกอบขึ้นเป็นรูปร่างจากโครงเหล็ก

illuminate-festival-kansaiนอกจากจะเนรมิตให้ถนนแห่งนี้กลายเป็นถนนที่มีสีสันสวยงามระยิบระยับประทับใจแล้ว ทางโกเบยังปิดถนนให้ผู้คนเดินชมงานประดับไฟ เราจึงสามารถเพลิดเพลินไปกับแสงสี ร้านอาหารและเครื่องดื่มอร่อย ๆ บริเวณนั้นได้อย่างสนุกสนาน

illuminate-festival-kansaiแต่จุดประสงค์หลักของงานประดับไฟนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ความหวังแก่ชาวโกเบหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ชื่อว่า Great Hanshin earthquake เมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1995 แผ่นดินไหวครั้งนั้นสร้างความสูญเสียและความเสียใจไว้มากมาย เทศกาลประดับไฟนี้จึงจัดขึ้นในเดือนธันวาคมของทุกปี เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความหวังให้แก่การสูญเสียในแผ่นดินไหวครั้งใหญ่คราวนั้น

illuminate-festival-kansaiงานนี้จัดแสดงเป็นเวลา 10 วัน ในช่วงเดือนธันวาคมก่อนคริสต์มาส หากไปชมในวันเสาร์อาทิตย์คนจะเยอะมากแต่จะจัดแสดงเร็วกว่าวันธรรมดา 1 ชั่วโมง

illuminate-festival-kansai

Kobe-Luminarie เป็นงานประดับไฟแห่งความหวังที่สวยงามที่สุดงานหนึ่งที่แม้แต่ชาวโกเบยังไม่ยอมพลาด เพราะฉะนั้นถ้าใครได้มาโกเบในช่วงก่อนวันคริสต์มาสก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน สำหรับปี 2015 งานนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 4-13 ธันวาคมนี้

2Festival of the Light in OSAKA งานประดับไฟสุดอลังการ

illuminate-festival-kansaiโอซาก้าเป็นเมืองหนึ่งในแถบคันไซที่ป๊อบปูล่าในหมู่นักท่องเที่ยว และแน่นอนว่าในช่วงก่อนขึ้นปีใหม่จะต้องมีเทศกาลประดับไฟสุดอลังการจัดขึ้น ซึ่งนั่นก็คืองาน Festival of the Light in OSAKAงานเทศกาลประดับไฟที่จัดขึ้นประจำปีของโอซาก้า

illuminate-festival-kansaiโดยปีนี้คอนเซปต์ของงานเทศกาลมีชื่อว่า The Museum of Light ภายในงานจะแบ่งโซนจัดงานออกเป็นสองส่วนคือ โซน Mido-suji Illumination และ Osaka Hikari-Renaissance

illuminate-festival-kansaiในส่วนของโซน Mido-suji Illumination นั้นเป็นการประดับไฟตลอดถนนตั้งแต่บริเวณสี่แยก Hanshin-mae ไปจนถึงสี่แยก Namba-Nishiguchi เป็นระยะทางยาวกว่า 4 กิโลเมตร เริ่มเปิดให้ชมเวลา 17.00-23.00 น.

illuminate-festival-kansai

ส่วนโซน Osaka Hikari-Renaissance จะจัดงาน Light Art Festival สุดอลังการขึ้นที่ Osaka City Hall จนถึงบริเวณสวน Nakanoshima โดยสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม ถึง 2 มกราคม (มีช่วงพรีวิวทดลองให้ดูก่อนวันจริงตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 11 ธันวาคม เริ่มเปิดไฟเวลา 18.00 น.)

illuminate-festival-kansaiนอกจากนี้ทุกวันจะมีการแสดง “The Wall Tapestry Lighting Show” ที่บริเวณด้านหน้าทางเข้าหอสมุด Osaka Prefectural Nakanoshima Library โดยวันธรรมดาจะจัดแสดง 4 รอบ ในเวลา 19.00-20.45 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุด จะมี 6 รอบ ในเวลา 18.00-20.45 น.

illuminate-festival-kansaiภายในงานจะมีร้านขายอาหารอร่อย ๆ มากมายซึ่งสามารถซื้อตั๋วที่ชื่อว่า OSAKA Hikari Marche Ticket ในราคา 1,800 เยน เพื่อเลือกกินอาหารที่ถูกใจจากร้านอาหาร 3 ร้าน และเข้าชมการแสดงภาพถ่ายสวย ๆ จากการแสดงโชว์ Wall- Tapestry Lighting Show ได้ด้วย (เข้าชมได้ในเวลา 21.00-21.30 น.) เปิดขายทางเว็บไซต์วันที่ 12 ธันวาคม

illuminate-festival-kansai

ถือว่าเป็นงานประดับไฟที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ เพราะจัดเต็มทั้งแสงสีสุดอลังการจากหลอดไฟดวงเล็ก ๆ นับพันดวง ไหนจะการแสดงสุดประทับใจและร้านค้าอีกมากมาย ลองมาดูสักครั้งรับรองจะประทับใจไม่มีวันลืมกับความสวยงามของงานประดับไฟที่นี่

3Kyoto illumiere งานประดับไฟยิ่งใหญ่ในเกียวโต

illuminate-festival-kansaiKyoto Illumiere คืองานประดับไฟประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน Kyoto โดยปีนี้จัดความอลังการมาในธีม Sky Forest connecting the Ring of light

illuminate-festival-kansai

งานนี้จัดเต็มด้วยแสงสีที่มาจากดวงไฟดวงมากมายหลากสีสัน พิเศษด้วยการแสดงภาพแบบ 3D สุดล้ำ พาให้ตื่นตาตื่นใจราวกับดวงไฟเหล่านั้นมีเวทมนตร์ ซึ่งสร้างสรรค์โดยการออกแบบจากทีมงานอัจฉริยะของดิสนีย์ด้วย!

illuminate-festival-kansaiทีเด็ดของงานประจำปีนี้คือการจัดแสดงแสง Aurora และ 3D projection mapping สุดตระการตา ซึ่งจะมีรอบการแสดงในเวลา 17.30, 18.20, 19.20 และ 20.30 โดยแต่ละรอบใช้เวลาชมไม่เกิน 10 นาที

illuminate-festival-kansaiนอกจากนั้นแล้วภายในงานยังแสดงซุ้มประตูที่ประดับไฟสวย ๆ เอาไว้ แถมด้วยการจุดดอกไม้ไฟชุดใหญ่ในวันสำคัญต่าง ๆ อย่างยิ่งใหญ่อลังการในวันที่ 31 ธันวาคมก่อนวันขึ้นปีใหม่ 14 กุมภาพันธ์วันวาเลนไทน์ และ 14 มีนาคม วันไวท์เดย์

illuminate-festival-kansaiแม้งานประดับไฟที่นี่จะต้องเสียค่าเข้าชมแต่รับรองว่าคุ้มค่า และพิเศษสุดด้วยโปรโมชั่นลดราคาค่าตั๋วหากซื้อตั๋วกับทาง 7-11 ราคาตั๋วของผู้ใหญ่จาก 1,000 เยน จะเหลือเพียง 950 เยน ตั๋วเด็ก 500 เยน เหลือ 480 เยน ส่วนตั๋วสำหรับวันพิเศษ (วันที่ 24-25 ธันวาคม วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดจนถึง 27 ธันวาคม) ที่มีราคาตั๋วแพงกว่าก็จะลดราคาให้ด้วยเช่นกันโดยตั๋วผู้ใหญ่จาก 1,200 เยน เหลือ 1,150 เยน ตั๋วเด็ก 600 เยน เหลือ 580 เยน

illuminate-festival-kansai

การแสดงโชว์และดอกไม้ไฟนั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เพราะฉะนั้นควรเช็คสภาพอากาศใให้ดีก่อนเลือกวันที่จะมานะ แต่ถ้าได้มาแล้วรับรองว่าที่นี่อลังการงานสร้าง สวยสุด ๆ ไม่มีผิดหวัง

4German Christmas Market Osaka งานประดับไฟในตลาดคริสต์มาส !

illuminate-festival-kansaiGerman Christmas Market Osaka จัดขึ้นบนทางเชื่อมของตึก Umeda Sky Building ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในเมือง Umeda โดยงานนี้จัดขึ้นเป็นตลาดแต่เป็นตลาดในธีมคริสต์มาส

osaka_weihnachtsmarkt_2

ภายในงานมีต้นคริสต์มาสสูงใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางและมีบ้านขนมหวานสุดน่ารักที่ประดับไฟไว้อย่างสวยงาม

illuminate-festival-kansai

ร้านค้ามากมายก็มาพร้อมกับของอร่อยไม่ว่าจะเป็น ขนมอบ ไส้กรอก เบียร์เย็น ๆ พาชื่นใจ และร้านค้าขายของที่ระลึกมากมาย

illuminate-festival-kansaiใครที่ชอบเทศกาลวันคริสต์มาสอยากให้ลองมาเที่ยวตลาดธีมแปลกแห่งนี้ในช่วงก่อนวันคริสต์มาสคริสต์มาสดู เพราะจะได้ทั้งชมไฟประดับที่สวยงาม ได้มองวิวสวย ๆ ของเมือง Umeda และอร่อยกับไส้กรอกย่างของที่นี่อีกด้วย

5KOBE ILLUMINAGE : งานประดับไฟธีมสวนสัตว์

illuminate-festival-kansaiอีกหนึ่งงานประดับไฟที่โกเบคืองาน KOBE ILLUMINAGE ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และในปีนี้ได้จัดแสดงไฟที่มีธีมร่วมกับสวนสัตว์ Tennoji เนื่องจากสวนสัตว์แห่งนี้ครบรอบ 100 ปี การประดับไฟในงานส่วนใหญ่จึงเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ

illuminate-festival-kansaiมีการประดับไฟแบบ 3D รูปร่างสัตว์หลากหลายชนิดไว้รอบงานอย่างสร้างสรรค์

illuminate-festival-kansaiในงานนี้นอกจากจะมีการประดับไฟที่สวยงามแล้วยังมีโชว์สนุก ๆ ให้ดูอีกด้วย ในปีนี้เป็นโชว์ที่มีชื่อว่า Light of Monkey Show ใครสนใจอยากจะมางานประดับไฟที่นี่ สามารถจองตั๋วล่วงตามร้านสะดวกซื้อที่ญี่ปุุ่นหรือในหน้าเว็บไซต์ http://jia-or.jp/ticket/entry (สามารถปรับเป็นภาษาอังกฤษได้) อย่าลืมลองมาชมงานประดับไฟประจำปีในโกเบที่นี่กันให้ได้นะ

เก็บเมลอน กินแบบไม่อั้นกันเถอะ !

การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลทั้งสี่ในประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีผลไม้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูร้อนจะมีเมลอน ซึ่งหาทานสายพันธุ์ต่างๆได้ทั่วประเทศ เมื่อเทคโนโลยีการปลูกในเรือนกระจกเข้ามามีส่วนในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่นเริ่มต้นการเพาะปลูกเมลอนอย่างจริงจัง การปรับแต่งสายพันธุ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ได้เมล่อนที่มีคุณภาพสูงเช่นในปัจจุบัน

 

ในญี่ปุ่น มีฟาร์มที่เราสามารถสัมผัสประสบการณ์ “เก็บเมลอน” จากต้นในฟาร์ม และ เพลิดเพลินไปกับการกินเมลอนแบบไม่อั้นได้หลายแห่ง (ส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำการจองและยืนยันล่วงหน้า) ฤดูร้อนปีนี้ ไปสนุกกับ เมลอนของญี่ปุ่นที่หวานฉ่ำกันเถอะ!

จังหวัดวะกะยะมะ (Wakayama) : Muskmelon

melon-01
melon-02

จังหวัดวะกะยะมะ (Wakayama) มีสภาพอากาศอบอุ่น ขึ้นชื่อว่าเป็น “อาณาจักรผลไม้” เนื่องจากปลูกผลไม้อยู่มากมายหลายชนิด ความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่นี่ถือว่าเป็นระดับชั้นนำของประเทศ ไม่ว่าจะฤดูไหน ก็สามารถเพลิดเพลินกับผลไม้สดที่เป็นผลผลิตท้องถิ่นได้ และในเดือนกรกฎาคม ถึงสิงหาคม ที่เป็นฤดูของเมลอน กิจกรรมการเก็บเมลอน จะถูกจัดขึ้นในหลายๆฟาร์ม เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสำหรับการพักผ่อนและท่องเที่ยว

เก็บผลไม้ที่จังหวัดวะกะยะมะ (ภาษาอังกฤษ)

สถานที่: ฟาร์มคิโนะคุนิ เมืองโกโบ(Kinokuni Farm, Gobo city)
ที่อยู่ : 1335-4 Ueno, Nadacho, Gobo-shi, Wakayama
การเดินทาง : 15 นาที ด้วยรถยนต์จาก Gobo IC
จากสถานี Shin-Osaka ขึ้นรถไฟ JR Limited Express Kuroshio ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที มาลงที่สถานี Gobo และขึ้นรถบัส Gobonankai สาย Inami ใช้เวลาประมาณ 20 นาที มาลงที่ป้าย Teramachi ซึ่งสวนอยู่ใกล้ป้ายรถเมล์
ฤดูกาล : ปลายเดือนมิถุนายน – ปลายเดือนสิงหาคม
ค่าเข้า : [เก็บ] 1,800 เยน + เมลอน 1 ลูก (ไม่รวมที่กินไม่อั้น)
[กินไม่อั้น] ผู้ใหญ่ 1,500 เยน / เด็ก 1,200 เยน
※ ต้องจองล่วงหน้า
สถานที่: อันจิน เมืองฮิดะคะงะวะ (Anchin, Hidakagawa Town)
ที่อยู่: 1745-3 Kanemaki, Hidaka-gawa-cho, Hidaka-gun, Wakayama
การเดินทาง : 10 นาที ด้วยรถยนต์จาก Kawabe IC หรือ Gobo IC
จากสถานี Shin-Osaka ขึ้นรถไฟ JR Limited Express Kuroshio ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที มาลงที่สถานี Gobo และเปลี่ยนเป็นสาย Kisei ใช้เวลา 2 นาที มาลงที่สถานี Dojoji และเดินต่อ 3 นาที
ฤดูกาล : ปลายเดือนมิถุนายน – สิงหาคม
ค่าเข้า : [เก็บ] 1,200 เยน (รวมชิมชิ้นเล็ก)
[กินไม่อั้น] 2,500 เยน (รวมเมลอนสำหรับกลับบ้าน)
※ ต้องจองล่วงหน้า

จังหวัดชิซุโอกะ (Shizuoka) : Muskmelon

melon-03

Izu Fruit Park เมืองมิชิมะ (Mishima) จังหวัด ชิซุโอกะ (Shizuoka) เป็นสวนผลไม้ ที่สามารถเก็บผลไม้ทานได้ตลอดทั้งปี มีทั้งร้านอาหารขนาดใหญ่ โรงงานชีสเค้ก รวมไปถึงการเดินชมโรงงานข้าวเกรียบกุ้ง และยังมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจำหน่าย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนจะมีกิจกรรมเก็บเมลอนเนื้อแน่น ที่มีรสหวานสุดๆ ให้กินได้แบบไม่อั้นด้วย

สถานที่: Izu Fruit Park
ที่อยู่: 181-1 Tsukaharashinden, Mishima-shi, Shizuoka
การเดินทาง : จากสถานี Tokyo นั่ง Tokaido / Sanyo Shinkansen ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงไปลงที่สถานี Mishima จากนั้นขึ้นแท็กซี่ หรือ รถบัสโทไค ใช้เวลา 15 นาที มาลงที่ Izu Fruit park
ฤดูกาล : เดือนมิถุนายน – กันยายน
ค่าเข้า : เก็บเมลอน + กินเมลอนได้ไม่อั้น
ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,654 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 2,268 เยน
ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,024 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 1,728 เยน
ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,348 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 2,052 เยน
ทั้งแบบเก็บเมลอน และแบบกินได้ไม่อั้น จำเป็นต้องจองล่วงหน้า
จังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) : Yubari melon
melon-04

ยูบะริเมลอน (Yubari melon) คือ เมลอนเนื้อสีส้มที่ปลูกในเขตยูบะริ (Yubari) ห่างจากใจกลางเมืองซัปโปโร (Sapporo) 40 กิโลเมตร และจากสนามบินชินชิโตเซะ (Shin Chitose Airport) 40 กิโลเมตร มีลักษณะเด่นคือความหวานจัดและความฉ่ำ เนื่องจากการผลิตมีจำกัด ทำให้ไม่สามารถเก็บยูบะริเมลอนแบบไม่อั้นได้ แต่ในเมืองใกล้กันอย่างฟุระโนะ (Furano) เราสามารถกินยูบะริเมลอนเท่าไรก็ได้ไม่จำกัด แนะนำให้ไปลองสักครั้ง

สถานที่ที่สามาถทั้งชิมและกินเมลอนแบบไม่อั้นได้

สถานที่: Yubari resort “Lupinus Restaurant” บุฟเฟต์มื้อเที่ยง
ที่อยู่ : 2nd floor, Hotel Mount Racey, 2-4 Suehiro Yūbari-shi, Hokkaido
การเดินทาง : จากสถานี New Chitose Airport ขึ้นรถไฟ JR สาย Rapid Airport ปลายทางซัปโปโร ใช้เวลา 3 นาที มาลงที่สถานี Minami-Chitose และเปลี่ยนเป็นสาย Sekishō ใช้เวลา 110 นาที มาลงที่สถานี Yubari สถานีเชื่อมต่อถึงเลย
ฤดูกาล : 15 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2016
เวลาทำการ : 11.30 – 13.00 น. (วันธรรมดา) 11.30 – 14.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด) ไม่ต้องจองล่วงหน้า
ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 3,025 เยน เด็ก 2,420 เยน เด็กเล็ก 1,080 เยน

 

เตรียมตัวเดินทางไปญี่ปุ่น กันเลย

เตรียมตัวเดินทางไปญี่ปุ่น

 สภาพภูมิอากาศ
มี 4 ฤดูหลัก ที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ

  • ฤดูใบไม้ผลิ : (มีนาคม-พฤษภาคม) อากาศอบอุ่น อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 13-25 องศาเซลเซียส
  • ฤดูร้อน : (มิถุนายน-สิงหาคม) อากาศร้อนชื้นโดยมีช่วงฤดูฝนสั้น ๆ ประมาณ 1 เดือน ในช่วงต้นฤดู อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 30-35 องศาเซลเซียส
  • ฤดูใบไม้ร่วง : (กันยายน-พฤศจิกายน) อากาศอบอุ่น โดยมีพายุไต้ฝุ่นมากในช่วงเดือนกันยายน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 22-27 องศาเซลเซียส
  • ฤดูหนาว : (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) อากาศหนาว มีหิมะตกมากทางภาคเหนือของประเทศและฝั่งทะเลญี่ปุ่น ส่วนทางใต้และฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก อากาศจะอบอุ่นกว่า อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 05-07 องศาเซลเซียส

 เวลา
ประเทศญี่ปุ่นเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง

 ภาษา
ประชากรญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาหลัก ส่วนภาษาอังกฤษตามสถานที่สำคัญ เช่น โรงแรม, สนามบิน, สถานที่ท่องเที่ยว หรือ ตาม เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลท่องเที่ยวสามารถพูดภาษาอังกฤษได้

 การแต่งกาย  
เสื้อแขนยาว รองเท้าสวมใส่สบาย, ถุงเท้า. ครีมทาผิว ลิปมัน, หมวก, ร่ม (อุปกรณ์กันหนาว)

 กระเป๋าเดินทาง 
กระเป๋าใบใหญ่ (ควรมีล้อลาก/เข็นได้) ที่จะบรรทุกใส่ใต้ท้องเครื่องบิน น้ำหนักไม่เกินท่านละ 20 กิโลกรัม (หากน้ำหนักเกิน ทางสายการบินอาจจะเรียกเก็บค่าระวางเพิ่มได้) ควรใส่กุญแจอย่างหนาแน่น

 ยารักษาโรค 
ท่านที่มีโรคประจำตัว กรุณาน้ำยาติดตัวไปด้วย และกรุณาแจ้งหัวหน้าทัวร์ทราบด้วย

 เงินตรา
สกุลเงินญี่ปุ่น คือ เงินเยน ในท้องตลาดใช้ได้แต่เงินเยนเท่านั้น ดอลล่าร์สหรัฐแลกได้ตามธนาคาร และโรงแรม อัตราแลกเปลี่ยน 100 เยน = ประมาณ 36-38 บาท (ข้อมูลจาก ธนาคารกรุงเทพ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2553)

ธนบัตร ประกอบด้วย ธนบัตรใบละ 1,000 2,000 , 5,0000 , 10,000 เยน
เงินเหรียญ ประกอบด้วย 1 , 5 , 10 , 50 , 100 , 500 เยน
บัตรเครดิต ใช้ได้โดยทั่วไปในตัวเมือง โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า, ร้านค้า และร้านอาหารใหญ่ๆ

 ระบบไฟฟ้า
ญี่ปุ่น ใช้กระแสไฟฟ้า แบบ 110 V. (ไม่เหมือนประเทศไทย) ปลั๊กเสียบเป็นแบบ ขาแบน 2 ขา ฉะนั้นท่านที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น กล้องวิดิโอ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องเป่าผม ควรมีปลั๊กแบบใช้ได้ทั่วโลก (Universal Adaptor) ติดตัวไปด้วย เพื่อความสะดวกของท่านกรุณาเตรียม ฟิล์มถ่ายรูป, แบตเตอร์รี่ ไปให้เพียงพอจากประเทศไทย

ตัวอย่างปลั๊กไฟในญี่ปุ่น

 ฟิลม์และกล้องถ่ายรูป
ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 การใช้โทรศัพท์
บัตรโทรศัพท์มีขายทั่วไปตามเคาน์เตอร์โรงแรม, ซุปเปอร์มาร์เก็ต และสถานที่ท่องเที่ยว ราคาเริ่ม 1,000 เยน
วิธีโทรกลับประเทศไทย
กรุงเทพฯ : กด 001-010-662 ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์เจ็ดหลัก
ต่างจังหวัด : กด 001-010-66 ตามด้วยรหัสเมืองโดยตัดศูนย์ออก-หมายเลขโทรศัพท์หกหลัก
โทรภายในญี่ปุ่น : กด รหัสเมือง / มือถือ ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์

สิ่งที่ควรทราบ : เหตุฉุกเฉินติดต่อหมายเลข ตำรวจหมายเลข 110 / ดับเพลิง, รถพยาบาล 119 หน่วยงานตำรวจให้ข่าวสารภาษาอังกฤษทั่วไป 3501-0110 / แจ้งของหาย-รับของหายคืน 03-3814-4151 ในกรณีฉุกเฉิน ท่านใช้โทรศัพท์โดยไม่ต้องหยอดเหรียญ 10 เยน ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ เพียงแต่กดปุ่มสีแดงที่เครื่องโทรศัพท์ก่อนหมุนเรียก, หากท่านต้องการแพทย์หรือปฐมพยาบาล โปรดติดต่อโรงแรมที่เคาน์เตอร์รับแขกด้านหน้า

 การให้ทิป
การให้ทิปในต่างประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 อาหารการกิน
อาหารญี่ปุ่นเป็นที่นิยมและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ในด้านความสดอร่อย และความสวยงามในการตกแต่ง รวมทั้งความหลากหลาย อาหารที่เป็นที่นิยมของที่นี่ ได้แก่ โอโคโนมิยากิ หรือ พิซซ่าญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดชิมเมื่อมาเยือนฮิโรชิมา รวมทั้งร้านราเมนต่างๆ ที่เปิดจนดึกดื่น และหอยนางรมที่ขึ้นชื่อมานานนับศตวรรษ โดยสามารถหารับประทานได้เฉพาะช่วงฤดูหนาว สำหรับน้ำดื่ม น้ำประปาของประเทศญี่ปุ่นสะอาดและสามารถดื่มได้ทุกแห่ง

 รายการช้อปปิ้ง
เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์, กล้องถ่ายรูป, แว่นตา, นาฬิกา, เครื่องสำอาง, ชาเขียว, ชุดยูคาตะ เป็นต้น

 ช่วงเวลาเปิด-ปิดร้าน  
ร้านค้าโดยทั่วไปเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 – 20:00 นาฬิกา
ห้างสรรพสินค้าจะปิดทำการในวันธรรมดา 1 วันต่อสัปดาห์ วันหยุดของห้างจะไม่ตรงกันทุกห้าง โปรดสังเกตว่าห้างสรรพ สินค้ามักจะปิดเร็วกว่าร้านค้าอื่นๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง (ราวๆ 19:00 นาฬิกา)
สินค้าที่น่าซื้อ : เครื่องใช่ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์, กล้องถ่ายรูป,แว่นตา, นาฬิกา, เครื่องสำอาง, ชาเขียว, ชุดยูคาตะ เป็นต้น

 สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

  • พระราชวังอิมพีเรียล
  • อาซากุสะ (Asakusa)
  • ชินจูกุ (Shin-juku)
  • กินซ่า (Ginza)
  • ชิบุยะ (Shibuya)
  • ฮาราจูกุ (Harajuku)
  • Rainbow Bridge
  • Tokyo Disneyland
  • ภูเขาไฟฟูจิ

 เทศกาลสำคัญ

  • เทศกาลปีใหม่ : เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานโมจิ หรือซุปโมจิ และจะไปไหว้พระขอพรที่วัด หลังจากนั้นก็จะนำต้นไม้ชื่อมัทซึ มาวางไว้ที่หน้าบ้านเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว และประดับด้วยไม้ไผ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงความซื่อตรง ซื่อสัตย์ เหมือนลำไผ่ และความอ่อนน้อมแต่แข็งแรงเหมือนต้นไผ่ซึ่งทนทานต่อสภาพอากาศ
  • เทศกาลเซ็ตสึบุน : ชาวญี่ปุ่นจะนำถั่วแดงโปรยในบ้านและบริเวณนอกบ้านเพื่อไล่สิ่งไม่ดีออกจากบ้าน และให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในบ้าน หลังจากนั้นก็จะรับประทานเมล็ดถั่วแดงจำนวนเท่ากับอายุของตนเอง เพราะเชื่อว่ารับประทานแล้วจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง
  • เทศกาลวันเด็กผู้หญิง หรือ “ฮินะมัทสึริ” : บ้านที่มีบุตรสาวจะนำตุ๊กตามาตั้งไว้ในบ้านเพราะเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสุข
  • เทศกาลวันเด็กผู้ชาย : คือวันที่ 5 พฤษภาคม เทศกาลนี้จัดขี้นสำหรับเด็กผู้ชายเท่านั้น บ้านไหนที่มีลูกชายจะประดับว่าวปลาคาร์ฟยาว 1-2 เมตรให้ปลิวไสวตามจำนวนบุตรชาย ในบ้านมีการจัดพิธีบูชาตุ๊กตานักรบ ซึ่งประกอบด้วยเสื้อเกราะ หมวกเกราะหรือที่เรียกว่า “โกะงัสสึ นิงเงียว”เพื่ออธิษฐานขอให้บุตรชายที่รักมีสุขภาพแข็งแรง ไร้โรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ยังมีการใช้ดอกโชบุและดอกคะชิวะและโมะติ ประดับไว้กับตุ๊กตานักรบที่ชื่อว่า Kabuto และมีการดื่มสาเกฉลองเช่นเดียวกับเทศกาลวันเด็กผู้หญิง
  • เทศกาลโอะฮานามิ (Ohanami) : เป็นเทศกาลชมดอกซากุระ จัดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน-กลางเดือนเมษายน เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ชาวญี่ปุ่นจะพากันออกมาชมความงามของดอกซากุระ ซึ่งพร้อมใจกันบานสะพรั่งรับฤดูใบไม้ผลิเป็นสีชมพูตลอดทาง
  • เทศกาลหิมะ Snow Festival : จัดที่ Sapporo ทุกเดือนกุมภาพันธ์ อากาศที่หนาวเย็น ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมุ่งหน้าสู่เมืองซับโปโร บนเกาะฮอกไกโด เพื่อร่วมสนุกสนานกับเทศกาลหิมะ

 ตรวจคนเข้าเมืองและด่านศุลกากร 
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น จะพิจารณาให้เฉพาะ “นักท่องเที่ยว” ที่มาเที่ยวโดยสุจริตเท่านั้น ! ที่ผ่านเข้าเมืองได้และอาจต้องพิจารณาประกอบกับหลักฐานเพิ่มเติม อาทิ บัตรประชาชน, บัตรพนักงาน หรือเครดิตการ์ด เป็นต้น
การนำเข้าสิ่งของโดยปลอดภาษี … ทางด่านศุลกากรอนุญาตให้นำเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ 3 ขวด, บุหรี่ 400 มวน, ยาสูบ 500 กรัม หรือซิการ์ 100 มวน , น้ำหอม 2 ออนซ์, ของกำนัลตลอดจนของที่ระลึก มูลค่าไม่เกิน 2แสนเยน มิฉะนั้น ต้องเสียภาษี (สำหรับบุคคลที่อายุยังไม่ถึง 19ปี และอายุเพียง 19 ปี ไม่อนุญาตให้นำเข้าบุหรี่หรือเครื่องดื่มมีแอลกอฮอร์) ส่วนระเบียบเกี่ยวกับอนามัยพืช ผลไม้ อาหารต่างๆ ห้ามนำเข้าทั้งสิ้น !!!

 กรมการตรวจคนเข้าเมืองประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มใช้ระบบใหม่ ในการตรวจคนเข้าเมือง ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 ตามขั้นตอนดังนี้

1. เมื่อเดินทางถึงประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่จะอ่านบันทึกลายนิ้วมือด้วยอุปกรณ์พิเศษ
2. พร้อมถ่ายรูปหน้าตรง
3. จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะทำการพิจารณา และซักถามข้อมูล

** ในกรณีชาวต่างชาติซึ่งไม่อยู่ตามเงื่อนไขที่ได้รับการยกเว้นการตรวจสอบดังกล่าวข้างต้น และหากปฏิเสธการอ่านลายนิ้วมือพร้อมการถ่ายรูปแล้ว เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้ผู้นั้นเข้าประเทศญี่ปุ่นและผลักดันให้กลับประเทศ **

 

 

ยกเว้นสำหรับชาวต่างชาติที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ข้างล่างนี้

1. บุคคลที่ได้รับอนุญาตให้พำนักถาวรเป็นกรณีพิเศษ
2. บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี
3. บุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่โดยได้รับการรับรองสถานภาพการพำนักในฐานะนักการทูตและข้าราชการ
4. บุคคลที่ได้รับการเชิญจากหน่วยงานราชการในประเทศญี่ปุ่น
5. บุคคลที่ได้รับการพิจารณาว่ามีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับบุคคลในข้อ(3)และ(4) ตามกฎระเบียบกระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่น

ผู้โดยสารกรุณาเตรียมสัมภาระก่อนเดินทางออกจากสนามบินทั้งไทย และญี่ปุ่น

1. นำสัมภาระที่เป็นของเหลวใส่ในกระเป๋าใบใหญ่เพื่อ Load ขึ้นเครื่อง
2. ของเหลวที่อนุญาตให้ถือขึ้นเครื่อง ได้แก่ ยา,นมสำหรับเด็กทารก,ครีม หรืออื่นๆที่จำเป็นระหว่างการเดินทาง (ต้องบรรจุถุงพลาสติก เตรียมไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจ)
3. กรุณาถอดเสื้อคลุม และอุปกรณ์อิเลคทรอนิก ทุกชนิด ใส่ถาดเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยก่อนขึ้นเครื่อง

 *** หมายเหตุ กรณีที่จำเป็นต้องนำของเหลวถือขึ้นเครื่อง ***

– กรุณานำของเหลวบรรจุใส่ถุงพลาสติกใสสามรถเปิดปิดถุงได้ ขนาด 20*20 เซนติเมตร เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
– ของเหลวแต่ละชนิดมีขนาดไม่เกิน 100 มิลลิลิตร หรือ น้อยกว่า (น้ำหนักรวมไม่เกิน 1 ลิตร)
– ถุงพลาสติกใสที่บรรจุของเหลวสามารถถือขึ้นเครื่องได้ 1 ท่านต่อ 1 ใบเท่านั้น

 

ไป ญี่ปุ่น เเล้ว ต้องเเวะไป เก็บสตรอเบอรี่

Strawberry


  ความสนุกในการเก็บสตรอเบอรี่นั้น คือการที่ได้มีโอกาส เลือกและลิ้มรส ลูกสตรอเบอรี่สดๆ อันแสนหอมหวานจากต้น!! ซึ่งฤดูกาลเก็บสตรอเบอร์รี่ที่สนุกสนานเพลิดเพลิน จะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงประมาณเดือนพฤษภาคม ถ้าซื้อที่ซุปเปอร์มาร์เกตราคาจะค่อนข้างแพง เราจะแนะนำถึงวิธีที่ทั้งสนุกและสามารถเลือกสตรอเบอร์รี่สดใหม่ได้ด้วยตัวเอง และทานได้แบบไม่อั้น ทำให้ทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจ

เกร็ดน่ารู้ในการเก็บสตรอเบอรี่

วิธีเลือกสตรอเบอรี่นั้น ให้เลือกดูว่าที่บริเวณปลายก้านนั้นเป็นสีแดงหรือไม่ และถ้าผลสตรอเบอรี่มีสีแดงสด สมํ่าเสมอออกมาตั้งแต่ข้างในละก็ จะดีเยี่ยม!!

ช่วงเวลาในการเก็บสตรอเบอรี่ จะเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมในแถบคิวชู ไปจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคมในแถบคันโต และฮอกไกโดในช่วงเดือนกรกฏาคม
ค้นหาเคล็ดลับสตรอเบอร์รี่แสนอร่อยและกฎระเบียบ!
   เข้าไปในเรือนกระจกแล้วอยากทานทันที! จริงๆแล้วแนะนำให้เดินสำรวจดูรอบๆก่อน ถึงแม้ว่าจะมีเวลาทานไม่อั้นในฟาร์มแค่30นาทีแต่ ถ้าเรารีบร้อนบางทีเราอาจจะเจอสตรอเบอร์รี่ที่ยอดเยี่ยมเมื่อเราอิ่มไปแล้วก็ได้ ดังนั้นนี่จึงเป็นการแนะนำและกฎในการค้นหาสตรอเบอร์รี่แสนอร่อย

หาผลที่สุกคือความสุขในการเก็บสตรอเบอร์รี่ ! บางคนก็เคยมีประสบการณ์ สตรอเบอร์รี่ที่ซื้อมาบางครั้งก็แดงแต่ไม่หวาน นั้นคือสตรอเบอร์รี่ที่ไม่สุกจริง หลังการเก็บแล้วต้องเว้นช่วงเพื่อเพิ่มความหวาน ผลสตรอเบอร์นี่จะนิ่มขึ้นและเป็นสีแดงที่อุณหภูมิห้องหลังการเก็บเกี่ยว แต่ความหวานจะไม่เพิ่มขึ้นในทางกลับกันผลที่แดงก่อนเก็บจะหวานกว่า !
• สีสดใส • ผลมีจุดเรียงอย่างสวยงาม • ผลขนาดเล็กสีแดงสดใสจะมีความหวานกว่า • มีกลิ่นหอมมาก • แดงเสมอกันทั้งลูกถึงใต้กลีบเลี้ยง (ไม่มีส่วนสีขาว) • มีรอยแตก (ใกล้กลีบเลี้ยง)

• ทานได้ประมาณเท่าไร ?
ผู้ใหญ่1คนทานได้ประมาณ 30-40 ผล ถึงแม้ว่าเป็นแบบกินเท่าไรก็ได้ แต่ก็ไม่ใช้การแข่งกิน สิ่งสำคัญอยู่ที่ ค่อยๆกินสตรอเบอร์รี่ที่ได้รับการดูแลมาอย่างดี ดังนั้นเราควรทานให้อิ่มอย่างเรียบร้อย

• เพลิดเพลินกับทุกประเภท
ภายในสวนจะมีหลายสายพันธุ์รอให้เราไปเก็บอยู่ บางครั้งเราอาจจะอยากเก็บผลที่มีขนาดใหญ่ แต่จริงๆแล้วลูกเล็กๆ แดงๆ ก็มีความหวานไม่แพ้กัน

• ต้องล้างสตรอเบอร์รี่ก่อนไหม?
กล่าวกันกันว่าถ้านำสตรอเบอร์รีมาล้างจะทำให้รสชาติจางลง สตรอเบอร์รี่ปลูกขึ้นในลักษณะที่สามารถเก็บแล้วทานได้เลย แต่บางสวนก็เตรียมถ้วยกระดาษใส่น้ำสำหรับล้างไว้ให้ท่านที่อยากจะล้างก่อนทานด้วย

• เคล็ดลับในการกินให้อร่อย
ส่วนปลายของสตรอเบอร์รี่เป็นส่วนที่มีระดับน้ำตาลมากที่สุด โดยเฉพาะลูกใหญ่ๆ เราควรเด็ดขั้วทิ้งแล้วทานจากขั้วไปจนสุดปลาย จึงจะได้รับความอร่อยอย่างเต็มที่

• วิธีการทานกับนมข้น?
ถึงแม้การทานกับนมข้นจะทำให้หวานอร่อยขึ้นแต่ในตอนแรกเราควรทานแบบลิ้มรสความหวานของสตรอเบอร์รี่อย่างเดียวก่อน พอเริ่มอิ่มแล้วเราก็ทานกับนมข้นหวานเพื่อที่จะสนุกกับการเปลี่ยนรสชาติ

• ห้ามนำกลับ
เราสามารถทานเท่าไรก็ได้ในเรือนกระจกแต่ห้ามนำออกมา! ท่านสามารถซื้อสตรอเบอร์รี่กลับไปทานต่อได้

Tochi Otome

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีเมล็ดใหญ่, เปรี้ยวน้อย และเป็นที่นิยมในเขตคันโต
Fusanoka

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีถิ่นกําเนิดในชิบะ มีความหวานมาก และมีกลิ่นหอมคล้ายๆกับลูกพีช
Akihime

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีขนาดแบน ยาว รสชาติไม่ค่อยเปรี้ยวมาก แต่จะค่อนข้างหวาน
Sachi noka

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีเมล็ดที่ใหญ่ ค่อนข้างแข็ง และมันวาว รสชาติหวาน ปนเปรี้ยวเล็กน้อย
Beni Hoppe

เป็นสตรอเบอรี่ ที่มีความหมายว่า สตรอเบอรี่แก้มแดง ซึ่งมีเมล็ดค่อนข้างใหญ่
Ama Ou

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีเมล็ดค่อนข้างใหญ่ มีกลิ่นหอม มีปริมาณนํ้าตาลสูง

 

  ข้อควรระวังในการเก็บผลสตรอเบอรี่
ไม่ควรจับ หรือเด็ดสตรอเบอรี่ อย่างรุนแรง
ไม่เหยียบ หรือจับบิดงอผลสตรอเบอรี่
ไม่นําผลสตรอเบอรี่ออกนอกสวน
ไม่ควรรังแก หรือทําร้ายน้องผึ้งที่อยู่ในสวน

ฟินเว่อร์กับบุพเฟ่ต์สตอเบอร์รี่สด

วันนี้เรามีเรื่องมาเขียนให้อ่านกันอีกแล้วค่ะ อย่างที่บอกไปว่าครั้งที่ผ่านมา ไปมาเยอะ ไปมาหลายที่ เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน เผื่อเป็นแนวทางในการไปเที่ยวญี่ปุ่นให้กับเพื่อนๆ ได้ค่ะ

1519

ช่วงฤดูหนาวแบบนี้ อย่างหนึ่งเลยที่เห็นแล้วรู้เลยว่าเข้าหน้าหนาวของญี่ปุ่นแล้ว ก็คือ “สตอเบอร์รี่” หรือว่าภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “いちご” นั่นเองค่ะ เพราะว่าไม่ว่าจะมองไปทางไหน ร้านเค้ก ร้านสะดอกซื้อ เคาท์เตอร์ขนมต่างๆ ล้วนแต่มีส่วนผสมของสตอเบอร์รี่ทั้งนั้นเลยค่ะ

2108
  

ดังนั้นไม่รอช้าค่ะ เดี๋ยวจะหาว่าเรามาไม่ถึงหน้าหนาวของญี่ปุ่น ต้องรีบไปจัดหาขนมหวานต่างๆ มาชิมดูค่ะ เมื่อคุณไกด์และเจ้าหน้าที่เห็นว่า เราชอบกินสตอเบอร์รี่มากขนาดนี้ เราจึงบอกให้ความหวังกับเราว่าเราจะได้ไปเก็บสตอเบอร์รี่สดถึง 2 สวน ที่จังหวัดจิบะ (≧◡≦)

P1040094-2

ในระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม จังหวัดจิบะกำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของฤดูเก็บสตรอเบอร์รี่ ที่เราสามารถเพลิดเพลินกับการเก็บสตรอเบอร์รี่แสนอร่อยที่ฟาร์มต่างๆ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินนานาชาตินาริตะด้วยล่ะค่ะ

P1040094-2

เริ่มต้นกันที่สวนแรกเลยค่ะ Family farm Hota เป็นสวนขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่มาก ปลูกแบบพื้นต่ำที่มีแผ่นพลาสติกสีดำคลุมดินอยู่ แล้วสามารถเดินชิม เดินชมได้ทั่วทั้งแปลง กินกันแบบไม่อั้นในราคาคนละ 1500 เยนค่ะ ที่นี่จะมีสตรอเบอร์รี่อยู่ 2 พันธ์ุ คือแบบหวานนิ่ม และหวานกรอบ (แอบตั้งชื่อให้เอง) โดยคุณป้าเจ้าของสวนจะแนะนำวิธีเด็ดสตรอเบอร์รี่ที่ถูกต้องให้เราก่อนเข้าไปเก็บกันค่ะ

   P10306531

ยังไม่หมดนะคะ ที่จังหวัดจิบะยังมีสวนสตรอเบอร์รี่อีกหลายสวนให้เราเลือกเข้าไปเก็บผลไม้สดๆ กินถึงที่ อย่างที่สองที่เราไปก็คือ ดราก้อนฟาร์ม (Dragon Farm) สวนสตรอเบอร์รี่ที่มีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวค่ะ ซึ่งพนักงานที่นี่ก็น่ารักมาก ทักทายต้อนรับคณะของพวกเราด้วยภาษาไทยด้วย ท่าทางว่าคนไทยจะมาเที่ยวที่นี่กันเยอะจริงๆ นะคะเนี่ย (●*∩_∩*●)

P1040094

ก่อนจะเข้าไปเก็บ เจ้าหน้าที่ของสวนจะแนะนำวิธีเด็ดสตรอเบอร์รี่ที่ถูกต้อง และข้อปฏิบัติต่างๆ ในการเข้าไปเก็บสตรอเบอร์รี่ก่อนนะคะ สตรอเบอร์รี่ที่นี่มีความพิเศษคือ ลูกโต รสชาติหวานพอดี และที่สำคัญที่มีสตอเบอรี่มากถึง 14 สายพันธุ์ค่ะ

P1040088

แต่ละสายพันธุ์รสชาติก็จะแตกต่างกันไปแต่ที่เหมือนกันก็คือความอร่อย อร่อย ทุกสายพันธุ์ หวานมากหวานน้อยแล้วแต่คนชอบเลยค่ะเลือกทานได้ตามสบายเลยค่ะ ทางฟาร์มเขาจะมีบริการนมข้น หรือช็อกโกแลตสำหรับจิ้มสตรอเบอร์รี่ฟรีค่ะ สามารถขอเพิ่มได้ตลอดค่ะ อ๋อ!!ลิมบอกไปค่ะว่ากินในสวนได้เต็มที่ตามเวลาที่กำหนดคือ 30 นาที แต่ห้ามนำกลับนะคะ แต่สามารถซื้อกลับไปเป็นของฝากเพื่อนๆได้ค่ะ และเข้าได้เฉพาะโรงที่ทางฟาร์มให้เข้าชมน่ะค่ะ เพราะว่าบางโรงลูกสตอเบอรี่อาจจะยังไม่โตพร้อมที่จะเก็บได้ค่ะ ส่วนราคาต่อคนก็คือ 2000 เยนค่ะ

2122

ใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงนี้ห้ามพลาดโปรแกรมนี้เลยนะคะ เพราะคุณจะฟินกับความหอมหวานของสตรอเบอร์รี่ที่สดฉ่ำ ซึ่งการเดินทางมาก็ไม่ยากเลย เพราะว่าใช้เวลาเพียง 40 นาทีจากสนามบินนาริตะค่ะ จะแวะมาเที่ยวก่อนกลับ ก็สามารถซื้อไปฝากคนที่บ้านได้นะคะ…แล้วจะเขียนเล่าให้อ่านกันใหม่นะคะ อย่าลืมติดตามนะ… また あいましょう!!!

เที่ยวญี่ปุ่น 10 ร้านขนมโอซาก้า บรรยากาศหรูหราในราคาหลักร้อย

10 ร้านขนมโอซาก้า บรรยากาศหรูหราในราคาหลักร้อย

เวลาไป เที่ยวญี่ปุ่น มี ร้านขนมโอซาก้า ร้านไหนบ้างที่เพื่อน ๆ รู้สึกว่า ‘โอ้โห สวยจัง…แต่ต้องแพงแน่เลย’ ความคิดแบบนี้แหละที่จะทำให้เราไม่กล้าเข้าไป และต้องพลาดโอกาสได้กินขนมอร่อย ๆ ในร้านสวย ๆ ในวันนี้เราจะทำให้ความคิดของเพื่อน ๆ เปลี่ยนไป เพราะเรามี 10 ร้านขนมโอซาก้า ที่หน้าตาด้านนอกนั้นดูหรูหรา สวยงาม น่ารักเกินเอื้อม แต่ความจริงแล้วราคาไม่แพงอย่างที่คิด !

1PARIS-h (パリアッシュ)

PARIS-h 2

โอ้โห ! นี่เรากำลังอยู่ในจังหวัดโอซาก้าจริง ๆ ใช่มั้ย เพราะทางร้าน PARIS-h แห่งนี้เค้ายกเอาความเป็นปารีเซียงมาไว้ที่นี่แบบจัดเต็ม ตึกสูงอันเป็นที่ตั้งของร้านแห่งนี้ก็มีออกแบบในสไตล์ฝรั่งเศสทั้งตึก สวยงามและมีเสน่ห์จนราวกับเป็นภาพตัดต่อเลยล่ะ

ร้านขนมโอซาก้า

เดินเข้าสู่ภายในตัวร้าน ความหรูหราถูกลดทอนไปด้วยบรรยากาศสบาย ๆ อันแสนอบอุ่นที่ดูเหมือนเรากำลังอยู่ในเตาอบขนมปังขนาดใหญ่ แสงไฟสีส้มอ่อน ๆ ส่องให้ขนมปังดูน่ากินขึ้นไปอีก

PARIS-h 3

เฟอร์นิเจอร์หลักของที่นี่ไม่ใช่โต๊ะเก้าอี้หรือสิ่งใด แต่เป็นขนมปังที่ทางร้านอบสดใหม่จากเตาที่อยู่ด้านหลังของร้าน เหล่าเฟอร์นิเจอร์ขนมปังหลากชนิดถูกจัดวางให้ตั้งเรียงรายอยู่เต็มพื้นที่เคาน์เตอร์ ละลานตาชวนหิวไปหมด

PARIS-h 4

ความหลากหลายของชนิดขนมปังที่ทางร้านมีจำหน่ายอาจทำให้เราตัดสินใจเลือกไม่ถูกว่าจะซื้อชิ้นไหนดี เพราะทุกชิ้นน่ากินราวกับพวกมันกำลังส่งเสียงเชิญชวนว่า ‘เลือกฉันสิ’ เลยล่ะ

PARIS-h 5

แต่ถ้าลังเลเลือกไม่ถูก รักพี่เสียดายน้อง เพราะชิ้นนู้นก็น่ากิน ชิ้นนี้ก็ดูน่าอร่อยก็หยิบไปทั้งหมดนั่นแหละ เพราะราคาไม่แพงเลย ยิ่งเมื่อเทียบกับคุณภาพของขนมปังสไตล์ฝรั่งเศสแบบนี้ด้วยแล้ว รับรองอร่อยคุ้ม

PARIS-h 6 

ขนมปังชิ้นใหญ่ที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ ๆ สีน้ำตาลทองอร่ามน่ากัดเสียจริง ถ้ามาเที่ยวที่โอซาก้าหลายคืนก็ซื้อชิ้นใหญ่ไปเก็บไว้กินเป็นมื้อเช้าได้สองวันก็น่าจะดีนะ

PARIS-h 7

Canneler de Bordrex ขนมสัญชาติฝรั่งเศสแท้ ๆ ที่หากินได้ยากนอกประเทศฝรั่งเศส ที่นี่เค้าก็จัดมาเสิร์ฟ ซึ่งมีราคาไม่แพงเลยด้วยนะ แค่ 240 เยน เท่านั้น รสชาติก็จะหอมหวานเนียนนุ่มเหมือนคัสตาร์ด แต่ด้านนอกจะออกกรอบนิด ๆ โอ้ย น้ำลายจะไหล

PARIS-h 8

นอกจากได้กินขนมอร่อย ๆ แล้ว ก็ลองเดินเล่นสำรวจร้านไปพลาง ๆ ได้ด้วยนะ เพราะของตกแต่งของที่นี่เองก็น่าสนใจไม่แพ้ขนมปังเลยล่ะ

PARIS-h (パリアッシュ)

ที่อยู่ 3-6-32 Nakanoshima, Kita-ku, Osaka, Osaka
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟ JR สาย Keihan-Nakanoshima Line มาลงสถานี Watanabebashi Station แล้วเดินอีก 2 นาที
เวลาทำการ 10.00-19.00 น.
ราคา ประมาณ 500 เยน
โทรศัพท์ 06-6479-3577
Blog PARIS-h

ดูแผนที่ PARIS-h (パリアッシュ)

2Nakatanitei (なかたに亭)

Nakatanitei 1

ร้าน Nakatanitei เป็นอีกร้านขนมหวานขนาดใหญ่ที่หน้าตาด้านนอกดูเป็นมิตรมาก ๆ แต่ต้องมองป้ายร้านดี ๆ หน่อยนะเพราะอาจเดินผ่านไปได้ด้วยความที่ไม่รู้ว่าที่นี่เป็นร้านขนมหวาน

Nakatanitei 2

บรรยากาศน่ารักอย่างเป็นธรรมชาติด้วยชุดโต๊ะเก้าอี้ที่แอบมีความคล้ายกับโต๊ะนักเรียนอยู่เหมือนกัน แต่การกินขนมหวานในบรรยากาศแบบนี้ก็ช่วยให้เรารู้สึกย้อนวัยได้ดีนะ ยิ่งถ้ามากินกับเพื่อนด้วยแล้วคงจะเหมือนเรากำลังมากินขนมหลังเลิกเรียนเลยล่ะ

Nakatanitei 3

เดินส่องตู้กระจกใสที่ภายในอัดแน่นไปด้วยเค้กหลากชนิที่มีหน้าตาการออกแบบที่สวยงามทีเดียว โดยส่วนใหญ่เค้กของที่นี่จะมีเลเยอร์หลักเป็นเค้กเนื้อมูสอันถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของร้าน

Nakatanitei 8

เค้กมูสช็อคโกแลตชิ้นแรกที่เราจะเอามายั่วน้ำลายกันคือชิ้นนี้เลย แค่เห็นด้านนอกก็ใจละลายแล้ว ความเงางามของช็อคโกแลตที่สะท้อนแสงไฟในร้านนั้นสวยงามมาก ผ่าด้านในเป็นเนื้อช็อคโกแลตมูสสุดอร่อยเนียนนุ่มหอมหวาน

Nakatanitei 4

และอีกหนึ่งชิ้นที่มองภายนอกแล้วหน้าตาธรรมดามากกก เป็นเพียงแค่เค้กช็อคโกแลตสี่เหลี่ยมสุดเบสิกแต่ความจริงแล้วด้านในนั้นอัดแน่นไปด้วยเลเยอร์ช็อคโกแลตทั้ง 3 แบบ กินพร้อมกันทั้ง 3 เลเยอร์ หืมมม ฟินลืม

Nakatanitei 9

แต่ถ้าไม่สันทัดเค้กช็อคโกแลต ก็สามารถเลือกเป็นเค้กมูสวานิลลาที่ด้านนอกเคลือบด้วยถั่วบดรสช็อคโกแลต ความละมุนนั้นเทียบเท่าระดับไอศกรีมได้เลยล่ะ

Nakatanitei 6

ชูครีมเป็นขนมอีกชนิดหนึ่งที่เราสามารถพบได้ทั่วไปตามร้านเบเกอรี่ในประเทศญี่ปุ่น และจุดเด่นของชูครีมที่นี่คือไส้นั้นอัดแน่นแต่ไม่ได้ทะลักออกมาจนเลอะเทอะนะ กินง่ายอร่อยด้วย

Nakatanitei 5

ครอบคลุมของหวานทุกสายจริง ๆ เลยค่ะที่นี่เพราะมาการอง ขนมสัญชาติฝรั่งเศสยอดฮิตที่ฮอตฮิตติดลมบนสุด ๆ ไม่ว่าใครก็ถวิลหาเจ้าสิ่งนี้กันทั้งนั้น ซึ่งมาการองของที่นี่ก็มีหลากรสชาติหลายสีสันให้เลือกเลยนะ

Nakatanitei 7

และยังมีขนมหวานอื่น ๆ อีกมากจนบอกไม่หมด ใครอยากลองต้องเดินทางมาที่โอซาก้าเดี๋ยวนี้เลยล่ะ เพราะทุกอย่างน่ากินมาก ๆ

Nakatanitei (なかたに亭)

ที่อยู่ 6-6-27 Uehonmachi, Tennoji-ku, Osaka, Osaka
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟ JR สาย Kintetsu-OsakaLine มาลงสถานี Osaka-Uehommachi แล้วเดินอีก 3 นาที
เวลาทำการ 10.00-19.00 น.
ราคา ประมาณ 500 เยน
โทรศัพท์ 06-6773-5240
Website Nakatanitei

ดูแผนที่ Nakatanitei (なかたに亭)

3Pathisuri-shokoratori-o-dhine-ru (パティスリー ショコラトリー オーディネール)

pathisuri

อย่ามัวแต่ลังเลแอบลอดมองผ่านหน้าต่างของร้าน ขอให้ก้าวเท้าเข้าไปด้วยความมั่นใจที่ร้าน Pathisuri-shokoratori-o-dhine-ru แห่งนี้ได้เลยเพราะว่าราคาเค้กที่นี่ไม่แพงเหมือนความสวยงามของร้านpathisuri 2

ว้าววว ตู้โชว์กระจกดูสวยงามขึ้นเยอะเลยเมื่อมีเค้กหน้าตาดีประดับประดาอยู่มากมาย สีสันของเค้กที่นี่ไม่ได้หวือหวาจี๊ดจ๊าด แต่คุมโทนด้วยสีอ่อน ๆ ดูน่ารัก

pathisuri 3

เค้กที่นี่เน้นเลเยอร์หลาย ๆ ชั้นเพื่อสร้างเนื้อสัมผัสของเค้กให้มีมิติมากขึ้นพร้อมรสชาติที่แสนอร่อยด้วย แน่นอนว่ามีเนื้อมูสเป็นเลเยอร์สำคัญ ใครที่ชอบเค้กเนื้อเนียนต้องจัดด่วน

pathisuri 6

ไปดูเลเยอร์เค้กกันแบบซูม ๆ น่ากินมากกกกก

pathisuri 8

เลเยอร์ของเค้กเกาลัดก็น่ากินเช่นกันนะ หอม ๆ มัน ๆ เอาใจคนรักเกาลัดสุด ๆ

pathisuri 5

ก่อนกลับถ้าจะเลือกซื้อเป็นของฝากก็ลองมาดูโซนนี้ก่อนได้เพราะถ้าจะให้ซื้อเค้กกลับก็คงจะหิ้วกลับลำบากแถมยังเก็บไว้ได้ไม่นานอีกด้วย ลองดูเป็นคุกกี้หรืออื่น ๆ แทนก่อนได้นะ

Pathisuri-shokoratori-o-dhine-ru (パティスリー ショコラトリー オーディネール)

ที่อยู่ 2-4-16 Minamihorie, Nishi-ku, Osaka, Osaka
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟสาย Hanshin-Namba Line มาลงสถานี Sakuragawa แล้วเดินอีก 5 นาที
เวลาทำการ 11.00-20.00 น.
ราคา ประมาณ 500 เยน
โทรศัพท์ 06-6541-4747
Facebook Pathisuri-shokoratori-o-dhine-ru

ดูแผนที่ Pathisuri-shokoratori-o-dhine-ru (パティスリー ショコラトリー オーディネール)

4 W.Bolero (ドゥブルベボレロ 大阪本町店)

W.Bolero 1

บรรยากาศหน้าร้าน W.Bolero นั้นมีความอินเตอร์อยู่สูงมากไม่แพ้ร้านอื่นเลย สีโทนเขียวขี้ม้าเข้มแบบนี้น่าจะหาคนเลือกใช้ยาก แต่ทีนี่ก็สามารถทำออกมาได้ดูคลาสสิกและไฮโซทีเดียว

W.Bolero 2

ในร้านก็ออกแบบได้สอดคล้องกันกับด้านนอก สีน้ำเงินเข้มที่ใช้ไม่ได้ทำให้รู้สึกขัดตาเลยสักนิด แต่กลับให้ความรู้สึกสบาย ๆ ผ่อนคลายมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

W.Bolero 3

ที่นี่มีจำหน่ายเบเกอรี่ที่ค่อนข้างครบครันเพราะมีเบเกอรี่จำพวกขนมปังขายอยู่ด้วย ซึ่งมีหลายแบบหลายรสชาติมาก ๆ และถ้าหากซื้อเป็นขนมปังรสธรรมชาติก็สามารถมาเลือกแยมผลไม้ไปเพิ่มรสชาติได้ด้วย สามารถซื้อเป็นของฝากได้เหมือนกันนะ เพราะแพ็กเกจจิ้งมีความน่ารักอยู่พอตัวเลยล่ะ

W.Bolero 4

อย่ารอช้าตามไปดูหน้าตาของเค้กกันดีกว่าจะสวยสดงดงามขนาดไหน

W.Bolero 7

เค้กของที่นี่ทำสดใหม่และหมดเร็วมาก ๆ และจะมีพนักงานของร้านมาคอยบริการเติมเค้กใหม่ ๆ ให้เต็มตู้อยู่เสมอ แต่ถ้ามาช้ามากแล้วเค้กหมดก็ไม่รู้ด้วยนะจ้ะ

W.Bolero 10

ความน่ากินนั้นไม่ปราณีใครเลยจริง ๆ เห็นแล้วท้องร้องดังโครก ยอมอ้วนเลยนะเนี่ย

W.Bolero 11

การออกแบบเค้กของที่นี่จะสวยงามทั้งภายนอกและภายใน เห็นแบบนี้ไม่มีใครอดใจไหวแน่นอน

W.Bolero 12

ชูครีมกรอบนอกหวานในก็สามารถสั่งมาเป็นขนมหวานเบาท้องได้เมื่อรู้สึกว่าเค้กนั้นเลี่ยนเกินไปหน่อย

W.Bolero 14

แวะมาจิบชากินเบเกอรี่สุดอร่อยกันได้ที่นี่เลยนะ รับรองได้ทั้งบรรยากาศที่สวยงามน่าหลงใหลและความอร่อยของอาหาร

W.Bolero (ドゥブルベボレロ 大阪本町店)

ที่อยู่ 4-7-4 Kawaramachi, Chuo-ku, Osaka, Osaka
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟสาย Chuo Line มาลงสถานี Hommachi แล้วเดินอีก 6 นาที
เวลาทำการ 10.00-20.00 น.
ราคา ประมาณ 500 เยน
โทรศัพท์ 06-6228-5336
Website W.Bolero

ดูแผนที่ W.Bolero (ドゥブルベボレロ 大阪本町店)

5 Present (プレザン)

present  1

อย่าเพิ่งกรี๊ดเมื่อได้เห็นหน้าร้าน Present เพราะที่นี่ดูราวกับเป็นบ้านตัวละครในการ์ตูนสักเรื่องเลยล่ะ อิฐสีแดงอบอุ่นถูกก่อขึ้นเพื่อให้เป็นบริเวณหน้าร้าน ดูแล้วน่ารักมาก ๆ

present  2

และด้านในของร้านก็น่ารักไม่แพ้ด้านนอกเลยนะ เพราะภายในถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เกือบทั้งหมด มองแล้วสบายตา ทั้งยังรู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย

present  3

ถ้าเป็นสายขนมปังอยู่แล้วจะต้องถูกใจร้านนี้อย่างแน่นอน เพราะทุกอย่างในร้านเป็นขนมปังสไตล์ฝรั่งเศสทั้งหมดถูกใส่มาในตะกร้าสานหลายขนาด สร้างความน่าสนใจให้แก่ลูกค้าได้ดีทีเดียว

present  4

หากเป็นจุดที่ขนมปังหลายชนิดในตะกร้าสานหลายไซส์มาวางอยู่ในตำแหน่งเดียวกันด้วยแล้วล่ะก็จะกลายเป็นองค์ประกอบของรปภาพที่สวยงามมาก ๆ ถ่ายรูปออกมาแล้วน่ารักแน่นอน

present  5

ขนมปังของที่นี่เค้าขายดีจริง ๆ นะ ยืนยันได้จากรูปนี้ที่ดูเหมือน่าขนมปังบางชนิดจะเริ่มหายไปจากชั้นวางบ้างแล้ว ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าอยากกินแบบไหนก็ลองหยิบตามชิ้นที่ยอดนิยมดูได้นะ

present  6

นอกจากหน้าร้านจะน่ารักแล้ว ชุดถ้วยจานของที่ร้านก็น่ารักเหมือนกันนะ ขอท้าให้เดินทางมาพิสูจน์ด้วยกันที่ร้านแห่งนี้ได้เลย รับรองไม่ผิดหวัง แต่ถ้ากินขนมปังเยอะไปแล้วฝืดคอก็ต้องสั่งชามาจิบคู่กันด้วยนะ

Present (プレザン)

ที่อยู่ 4-25-102 Kamitanabecho, Takatsuki, Osaka
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟ JR สาย Haruka Line มาลงสถานี Takatsuki แล้วเดินอีก 3 นาที
เวลาทำการ 12:00~15:00(L.O.), 18:00~20:00(L.O.)
ราคา ประมาณ 500 เยน
โทรศัพท์ 072-683-0734

เที่ยวญี่ปุ่น อุด้ง เส้นใหญ่ยักษ์ จากร้านที่เก่าแก่กว่า 400 ปี!

อุด้ง เส้นใหญ่ยักษ์ จากร้านที่เก่าแก่กว่า 400 ปี!

ถ้าให้จินตนาการถึงภาพอุด้งที่เคยกินหรือเคยเห็นมา ภาพในหัวของเพื่อน ๆ ทุกคนคงจะเป็นภาพของชาม 1 ใบ ที่ภายในประกอบไปด้วยเส้นสีขาวขุ่นทำจากแป้งขนาดใหญ่กว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวของไทยเล็กน้อย ที่เสิร์ฟมาพร้อมเนื้อสัตว์ ไข่ และผัก ซดกับน้ำซุปร้อน ๆ

แต่วันนี้เราขอให้ทุกคนลืมภาพอุด้งแบบเก่าไปก่อน เพราะ อุด้ง ที่เราจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักในวันนี้ เป็นอุด้งเส้นใหญ่ขนาดเท่านิ้วก้อย แถมยังเสิร์ฟมาให้แค่เส้นเดียว!

Tawaraya Udon ร้าน อุด้ง ในตำนาน

Tawaraya Udon อุด้ง

Tawaraya Udon เป็นร้านอุด้งในตำนานที่ตั้งอยู่ในจังหวัด Kyoto ความพิเศษของ อุด้ง ร้านนี้อยู่ที่ “เส้น” เพราะเส้นอุด้งของที่นี่นั้นแตกต่างไปจากอุด้งร้านอื่นที่เราคุ้นเคย เพราะมันทั้งใหญ่ และยาวกว่า 50 เซนติเมตร ทั้งยังมีความหนาถึง 1.5 เซนติเมตรอีกด้วย!

Tawaraya Udon

บ้างก็บอกกันมาว่าอุด้งเส้นเดียวนี้มีมาแต่นานแล้ว ตั้งแต่ในสมัย Edo ซึ่งผ่านมาเป็นเวลานานถึง 1,700 ปีแล้ว ร้าน Tawaraya Udon เองก็เก่าแก่ไม่แพ้กัน เพราะเปิดทำการมานานกว่า 350-400 ปี จนกลายเป็นตำนาน อุด้ง เส้นเดียวของเขต Kitano จังหวัด Kyoto

ในสมัยก่อนนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่คือนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาสักการะศาลเจ้า Tenjin และแวะเวียนมากินอุด้งของที่นี่ก่อนกลับ เพราะเหล่านักแสวงบุญทั้งหลายนั้นมีความเชื่อว่าการกินอุด้งจะช่วยให้มีชีวิตยืนยาวเหมือนกับความยาวของเส้น ทำให้อุด้งเส้นยักษ์ของร้าน Tawaraya Udon นั้นได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยนั้น

Tawaraya Udon

“หนา เหนียว หนึ่ง” 3 คำ สำหรับ Tawaraya Udon แห่งนี้ และไม่เพียงขนาดเท่านั้นที่โดดเด่น รสชาติของอุด้งก็ดีเช่นกัน เส้นที่ใหญ่ยักษ์ทำให้ทางร้านต้องใช้เวลาในการต้มเส้นนานถึง 60 นาที เพื่อให้ได้เส้นอุด้งที่เหนียวนุ่มพอดี กินแล้วลื่นคอ ซึ่งขนาดของอุด้งที่ใหญ่นี้เอง ทำให้ได้สัมผัสตอนเคี้ยวคล้ายกับขนมโมจิ ส่วนน้ำซุปนั้นก็หอมกลิ่นของวัตถุดิบอย่างปลาทะเล สาหร่ายทะเล และปลาหมึกแห้ง

Tawaraya Udon

และเมนูของที่นี่ไม่ได้มีเพียงอุด้งเส้นเดียวเท่านั้น เพราะยังมีอุด้งขนาดปกติและเมนูอื่น ๆ เสิร์ฟด้วย แต่ถ้าใครตั้งใจจะมาลองเจ้าอุด้งยักษ์นี้ล่ะก็ ขอให้มารอคิวก่อนเวลาร้านเปิดเพื่อความชัวร์ เพราะเมนูยอดฮิตนี้อาจขายหมดตั้งแต่ชั่วโมงแรกหลังจากเปิดร้าน

Tawaraya Udon

ที่อยู่ 918 Kamigyo Ward, Kyoto
วิธีเดินทาง นั่งรถไฟ Local สาย Keifuku Dentetsu-Arashiyama Line มาลงสถานี Kitonohakubaisho ออกทางออกถนน Tenjin Dori แล้วเดินอีก 7 นาที
เวลาทำการ หยุดวันอังคาร 11.00-16.00 น.
ราคา ประมาณ 900 เยน
โทรศัพท์ 07-5463-4974
Website Tawaraya Udon

ไปญี่ปุ่นต้อง ไป งานนี้มีเฮ ! เปิดแล้ว ‘KFC Buffet’ที่โอซาก้า

งานนี้มีเฮ ! เปิดแล้ว ‘KFC Buffet’ที่โอซาก้า

KFC Buffet มีอยู่จริง ! บอกเลยว่าห้ามพลาดกับบุฟเฟ่ต์สุดพิเศษที่เอาใจสาวกคนรักไก่ทอดตำรับผู้พัน Sanders เปิดแล้วที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และไม่ใช่แค่ไก่ทอดเท่านั้น เพราะเมนูอื่น ๆ ก็น่าโดนไม่แพ้กันเลยทีเดียว !

kfc buffet

KFC Buffet @ Lalaport EXPOCITY Osaka

สาวก KFC เตรียมกรี๊ดกันได้เลย เพราะคุณจะได้เต็มอิ่มไปกับไก่ KFC สุดโปรดแบบหนำใจที่ร้าน KFC Restaurant สาขา Lalaport EXPOCITY ในจังหวัดโอซาก้าที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

คงไม่มีใครไม่รู้จัก KFC ร้านเฟรนไชส์ไก่ทอดชื่อดังจากฝั่งอเมริกาที่มีชื่อเสียงจนต้องขยับขยายสาขาไปทั่วโลก เป็นร้านที่ใครหลายคนยกให้เป็นหนึ่งในดวงใจสำหรับเมนูไก่ทอด และจากวันนี้เป็นต้นไป คุณจะได้กินไก่ทอดที่คุณโปรดปรานแบบไม่อั้นที่ KFC Buffet แห่งนี้ !

kfc buffet

แม้ครั้งนี้จะมาในรูปแบบของบุฟเฟ่ต์ แต่ทาง KFC ก็ยังคงคอนเซ็ปต์เดิม คือ รูปปั้นผู้พัน Colonel Sanders ที่คอยต้อนรับลูกค้าทุกท่านอยู่บริเวณหน้าร้าน ช่วยเป็นเครื่องยืนยันว่าคุณมาถูกที่แล้ว

kfc buffet

ภายในร้านตกแต่งได้อย่างสวยงามในสไตล์ญี่ปุ่นผสมผสานความเป็นอเมริกันเล็กน้อย บริเวณร้านกว้างขวางโปร่งสบายไม่แออัด ได้บรรยากาศที่แปลกตาไปจากร้าน KFC ที่คนไทยเราคุ้นเคย

kfc buffet

นอกจากบรรยากาศร้านที่สวยงามแล้ว ภายในยังมีการตกแต่งด้วยรูปภาพของท่านผู้พันและร้าน KFC สาขาแรกในสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งจัดแสดงชุดสูทขาวประดับริบบิ้นโบว์สีดำและไม้เท้าคู่ใจอันเป็นสัญลักษณ์ของผู้พัน Sanders ที่ท่านเคยสวมใส่จริงในอดีตไว้ที่มุมหนึ่งของร้านอีกด้วย

kfc buffet

kfc buffet

และแล้วก็มาถึงไฮไลท์ที่ทุกคนรอคอย นั่นคือ บุฟเฟ่ต์ไก่ KFC สุดอร่อย เมนูโปรดของใครหลายคนนั่นเอง ไก่ทอดทั้งส่วนปีกบน ปีกล่าง น่อง อก และสะโพกที่ทอดจนได้สีเหลืองทองน่ารับประทาน หนังไก่ด้านนอกกรอบอร่อยจากการหมักเครื่องเทศสูตรเฉพาะของทาง KFC และสัมผัสกับความเหนียวนุ่มของเนื้อไก่คุณภาพดีที่ชิ้นเดียวไม่เคยพอ

kfc buffet

kfc buffet

kfc buffet

พักจากไก่ทอดมาทางไลน์เมนูอาหารอื่นกันสักหน่อย เพราะที่นี่มีเสิร์ฟหลากหลายเมนูไม่ว่าจะเป็นสปาเก็ตตี้ พิซซ่า ลานซานญ่า โอเด้ง มักกะโรนีชีส ซุป ขนมปัง สลัดผักหลากชนิด และที่ขาดไม่ได้คือเมนูขนมหวานที่มีให้เลือกทั้งเค้ก พุดดิ้ง เยลลี่ และไอศกรีมหลากหลายรสชาติ พร้อมเครื่องดื่มหลากสไตล์

kfc buffet

คุณจะได้เอร็ดอร่อยไปกับไลน์อาหารทั้งหมดนี้ในเวลา 90 นาที ตักกันเพลินทั้งอาหารคาวและของหวานแบบไม่อั้น มองดูแล้วทุกเมนูต่างก็น่ากินไปหมด ซึ่งทุกเมนูเป็นสูตรอาหารจากฝั่งตะวันตกต้นตำรับของผู้พันเช่นเดียวกัน

ไปเที่ยวญี่ปุ่น ต้องหา อิ่มสะดวกด้วย 11 เบนโตะ

อิ่มสะดวกด้วย 11 เบนโตะสุดอร่อยที่สถานี Shin-Osaka

สถานี Shin-Osaka เป็นสถานีที่เราสามารถเดินได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และยังเป็นที่ตั้งของร้านอาหารจำนวนมากที่เปิดให้บริการตั้งแต่เช้าไปจนดึก สามารถมาฝากท้องได้ทุกเวลาในยามหิว ในวันนี้เราขอแนะนำมื้ออาหารสไตล์เบนโตะที่ทั้งอร่อยและอิ่มท้องให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกัน โดย 11 เบนโตะเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ที่ร้านค้าภายในสถานี Shin-Osaka นั่นเอง

1Hippari Dako-Meshi : ข้าวหม้อดินหน้าปลาหมึก

Hippari Dako-meshi

เริ่มกันที่เมนูแรก คือ Hippari Dako-Meshi ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างด้วยภาชนะบรรจุที่มองไปก็คล้ายกับโอ่งจิ๋วบ้านเรา แต่ความจริงแล้วมันถูกทำขึ้นเลียนแบบอุปกรณ์จับปลาหมึกในสมัยโบราณนั่นเอง ภายในอัดแน่นไปด้วยข้าว ปลาไหลทะเล ปลาหมึก และผักนานาชนิด คล้ายข้าวอบหม้อดิน รสชาติอร่อยกลมกล่อมออกเค็มนิด ๆ ซึ่งน่าจะถูกใจชาวไทยอย่างเรา

Awajiya1682

ที่อยู่ ชั้น 3 โซน Eki Marche
เวลาทำการ 9.30-22.00 น.
ราคา 980 เยน
โทรศัพท์ 07-8431-1682
Facebook Awajiya1682

2Takomusu : ข้าวปั้นทาโกะยากิ

takomusu

Takomusu อีกหนึ่งเมนูปลาหมึกที่มาในรูปของข้าวปั้นขนาดพอดีคำ เป็นการนำเอาเมนูดังแห่งโอซาก้าอย่างทาโกะยากิมาทำเป็นหน้าของข้าวปั้น แล้วห่อด้วยสาหร่ายได้เป็นข้าวปั้นทรงน่ารักน่ากิน รสชาติเค็มและหวานของวัตถุดิบเข้ากันได้ดี เสิร์ฟร้อน ๆ กลิ่นหอมเย้ายวน คงไม่ต้องบรรยายว่าอร่อยขนาดไหน

Kakisen

ที่อยู่ ชั้น 3 Omiyage Rakuichi
ราคา 5 ชิ้น 682 เยน
โทรศัพท์ 07-2330-3000
Facebook Kakisen

3Pork Katsu Sandwich : แซนด์วิชหมูทอดแห่ง Daruma

katsu sandwich

ร้านของทอดชื่อดังแห่งโอซาก้าอย่าง Kushikatsu Daruma ที่นอกจากเมนู Kushikatsu ยอดนิยมแล้ว ที่นี่ยังมีเบนโตะสุดอร่อยเป็นแซนด์วิชหมูทงคัตสึที่เลือกใช้เฉพาะส่วนสะโพกมาทำเท่านั้น ราดด้วยซอสสูตรเฉพาะของทางร้านที่เรารู้กันดีว่าอร่อยยกนิ้วอยู่แล้ว โดยแซนด์วิชชิ้นใหญ่จะถูกหั่นแบ่งเป็น 8 ชิ้น ทำให้กินได้ง่ายยิ่งขึ้น

Kushikatsu Daruma

ที่อยู่ จุดจำหน่ายตั๋ว ชั้น 3 Osaka Noren-Meguri
ราคา 680 เยน
โทรศัพท์ 06-6213-8101
Website Kushikatsu Daruma

4Nakanoshima Beef Sandwich : แซนด์วิชเนื้อชั้นดี

beef sandwich

อีกหนึ่งแซนด์วิชที่มาเอาใจคนรักเนื้อโดยเฉพาะนั่นคือ Nakanoshima Beef Sandwich ที่ใช้เนื้อ Matsusakagyu จากจังหวัด Mie ในการผลิต ซึ่งชาวญี่ปุ่นนั้นรู้ดีว่าที่นี่คือแหล่งผลิตเนื้อคุณภาพดี อีกทั้งขนมปังปิ้งด้วยไฟอ่อน ๆ จนได้สีน้ำตาลน่ารับประทาน กรอบนอกนุ่มใน สอดไส้ด้วยเนื้อวัวลายหินอ่อนที่มีไขมันสอดแทรกและส่วนเนื้อแดงที่แน่นอร่อย จากนั้นนำไปชุบแป้งทอดจนกรอบได้ที่ ราดซอสรสออกหวานนิด ๆ ปิดท้าย ได้เป็นแซนด์วิชเนื้อที่แตกต่างแต่ลงตัว

M-Deli

ที่อยู่ ชั้น 3 ร้าน M&DELI บริเวณจุดรอรถไฟ Shinkansen
เวลาทำการ 6.30-21.00 น.
ราคา ขนาดเล็ก 700 เยน และขนาดใหญ่ 1,210 เยน
โทรศัพท์ 06-4806-0014
Website M-Deli

5Hakkaku Bento : เบนโตะโบราณ

Hakkaku Bento

เป็นเวลากว่า 40 ปี แล้วที่ Hakkaku Bento ตั้งจำหน่ายอยู่ ณ บริเวณสถานีรถไฟโอซาก้า เป็นข้าวกล่องที่เสิร์ฟด้วยเมนูอาหารสไตล์คันไซ ประกอบไปด้วยปลาย่างและผักหลากชนิดที่ใช้วิธีการจัดเตรียมแบบโบราณ ข้าวก็ผ่านการหุงมาอย่างดีเพื่อให้นุ่มอร่อยแม้จะต้องบรรจุอยู่ในเบนโตะหลายชั่วโมง แต่รับรองว่าอร่อยและอิ่มตลอดการเดินทางแน่นอน

Suiryoken

ที่อยู่ ร้านค้าจำหน่ายเบนโตะทั่วไปบริเวณจุดรอรถไฟ Shinkansen
ราคา เริ่มต้น 1,000 เยน
โทรศัพท์ 06-6150-4137
Website Suiryoken

6Temari Sushi : เบนโตะซูชิหลายสไตล์

temari sushi

นี่คือซูชิที่มาในรูปของข้าวกล่อง ประกอบไปด้วยซูชิหลากไซส์ หลายหน้า มากทรง รวมไปถึงซูชิทรงกลมแปลกตาที่เรียกว่า ‘Temari Sushi’ ก็มีอยู่ในเบนโตะเซ็ตนี้ด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วจะนิยมกินกันในช่วงเทศกาลเท่านั้น ต่อกันด้วยซูชิทรงสามเหลี่ยม ‘Oshi Sushi’ ที่เป็นอีกหนึ่งความพิเศษของจังหวัดโอซาก้า โดยซูชิทุกคำนั้นจะดูแปลกตาไปจากซูชิที่นักท่องเที่ยวอย่างเราพบตามร้านอาหารทั่วไป เรื่องรสชาติก็คงไม่ต้องพูดถึง เพราะซูชิของญี่ปุ่นนั้นเป็นสุดยอดอยู่แล้ว

Temari Sushi

ที่อยู่ ชั้น 3 Eki Marche ด้านในจุดจำหน่ายตั๋ว
เวลาทำการ 9.30-22.00 น.
ราคา 1,030 เยน

7Kakinoha Sushi : เบนโตะซูชิห่อใบพลับ

Kakinoha Sushi

Kakinoha Sushi คืออีกข้าวกล่องซูชิที่ประกอบไปด้วยซูชิขนาดพอดีคำมาในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ห่อมาด้วยใบพลับดูน่ารักแปลกตา นิยมรับประทานกันในเมือง Nara และ Wakayama โดยเฉพาะในบริเวณที่อยู่ใกล้กับภูเขาซึ่งเป็นแหล่งของอาหารทะเล หน้าของซูชิ Kakinoha ยอดนิยม คือ ปลาแซลมอน ปลาซาบะ และหน้าปลาทะเลอื่น ๆ ซึ่งใบพลับที่ใช้ห่อนั้นไม่สามารถกินได้แต่มีไว้เพื่อป้องกันแบคทีเรีย เนื่องจากซูชิเหล่านี้มีวัตถุดิบเป็นอาหารสดอย่างปลาดิบแต่ต้องบรรจุอยู่ในกล่องข้าวเป็นเวลาหลายชั่วโมง จึงต้องใส่ใจเรื่องการเก็บรักษาเป็นพิเศษ

Kakinoha Sushi

ที่อยู่ ร้านค้าจำหน่ายเบนโตะทั่วไปภายในสถานี
ราคา เริ่มต้น 1,000 เยน

8Kinki Agimaguri : เบนโตะอาหารพื้นเมือง

Kinki Agimaguri

ในแถบคันไซนั้นมีชื่อเสียงโด่งในเรื่องผลิตผลทางการเกษตรอย่างผักและเนื้อวัว และ Kinki Agimaguri เบนโตะกล่องนี้จะทำให้คุณได้สัมผัสกับรสชาติของอาหารพื้นเมืองอย่างแท้จริง เพราะวัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ใช้ได้จากผลิตผลท้องถิ่นอย่างเนื้อวัวและเนื้อไก่จาก Chiga รวมไปถึงมะเขือยาวจากโอซาก้า ซึ่งบนฝาด้านในเบนโตะแต่ละกล่องจะมีคำอธิบายเพื่อบอกเราว่าอาหารแต่ละชนิดนั้นมีแหล่งผลิตจากที่ใดอีกด้วย

Kinki Agimaguri

ที่อยู่ ร้านค้าจำหน่ายเบนโตะทั่วไปภายในสถานี
ราคา 980 เยน
โทรศัพท์ 01-2059-6010

9Takoju : ทาโกะยากิและข้าวผัดปลาหมึก

takoyaki

หากคุณต้องการลิ้มรสชาติทาโกะยากิก่อนจะกล่าวอำลาโอซาก้าไป คุณสามารถซื้อ Takoju ทาโกะยากิที่มาในรูปของเบนโตะได้ที่สถานี Shin-Osaka แห่งนี้ ผลิตขึ้นโดย Kukuru ร้านทาโกะยากิชื่อดังจาก Dotonburi จึงมั่นใจในเรื่องรสชาติได้เลย และเบนโตะกล่องนี้ยังเสิร์ฟมาพร้อมข้าวผัดปลาหมึกด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่อิ่ม

Kukuru

ที่อยู่ ชั้น 3 ร้านขายเบนโตะภายในจุดจำหน่ายตั๋ว
เวลาทำการ 10.00-21.00 น.
ราคา 1,030 เยน

10Chikiben : ข้าวหน้าราเมน

chikiben

Chikira House เป็นร้านอาหารที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างบริษัทผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยักษ์ใหญ่อย่าง Nissin และ Chikin Ramen ร้านราเมนชื่อดังแห่ง Eki Marche เมนูที่แนะนำคือ Chikibenเป็นการผสมผสานที่ลงตัวของ Chikin Ramen และข้าวรสชาติราเมน โดยจะเสิร์ฟมาพร้อมกับไก่ย่างและไก่ตุ๋น และความพิเศษที่มีมากไปกว่าอาหารเบนโตะทั่วไป คือ เจ้ากล่องข้าวที่ใช้บรรจุนี้มีระบบอุ่นอาหารในตัวเอง! ซึ่งจะทำให้คุณได้กินอาหารที่เหมือนปรุงสดใหม่ร้อน ๆ อย่างแน่นอน

Chikira House

ที่อยู่ 189 Ubayanagicho Nakagyo-ku Kyoto Kyoto
เวลาทำการ 9.30-22.00 น.
ราคา 1,188 เยน
โทรศัพท์ 06-6829-7314
Website Chikira House

11Butaman : ซาเลาเปาไส้หมูจาก 555 Horai

buta bun 551

แม้ซาลาเปาจะไม่จัดอยู่ในอาหารประเภทเบนโตะ แต่เมนูซาลาเปาของร้าน 551 Horai Butaman ที่มีชื่อเสียงจนต้องยกมาเป็นอีกเมนูอาหารที่สามารถซื้อทานแทนเบนโตะได้ และยังมีจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศอีกด้วย แต่คุณสามารถหาทานซาลาเปาที่ผลิตสดใหม่ได้ที่โอซาก้าเท่านั้น เพราะหากซื้อที่จังหวัดอื่นจะเป็นแบบแช่แข็ง ไม่สดใหม่ และที่สถานี Shin-Osaka นี้คุณจะได้ทานซาลาเปาไส้หมูหน้าตาธรรมดาสุดอร่อยที่ถูกนึ่งจนสุกด้วยเครื่องประจำร้านแต่ละสาขาในสถานี จากนั้นก็ลิ้มรสซาลาเปาร้อน ๆ นี้บนรถไฟได้เลย

555 Horai

ที่อยู่ ร้าน 551 Horai ที่มีอยู่หลายสาขา ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ทั้งด้านในและด้านนอกของจุดจำหน่ายตั๋ว
เวลาทำการ 9.30-22.00 น.
ราคา เริ่มต้น 340 เยน (2 ลูก)
โทรศัพท์ 06-6304-0551
Facebook 555 Horai