เรียนรู้ประเภทและ วิธีกินซูชิ กันเถอะ

เรียนรู้ประเภทและ วิธีกินซูชิ กันเถอะ

พวกเราทุกคนต่างรู้จักกับ ‘ซูชิ’ ในฐานะที่เป็นอาหารประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น ส่วนประกอบหลัก ๆ ของซูชิคือข้าวและท็อปปิ้งซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นปลาดิบหรืออาหารทะเลชนิดอื่น ๆ รวมไปถึงไข่และผักที่เราเคยเห็นนั่นเอง วันนี้เราจะพาไปรู้จักซูชิกันให้มากขึ้นอีก ทั้งประเภทและชนิดของซูชิว่ามีอะไรกันบ้าง รวมถึงมารยาทในการกินซูชิที่ถูกต้องด้วยเพื่อให้ได้ทั้งความอร่อยและอิ่มเอมกับวัฒนธรรมไปพร้อม ๆ กัน

 

  1.  ประเภทของซูชิ
  2.  10 อันดับซูชิต้องลอง
  3.  มารยาทและ วิธีกินซูชิ ที่ถูกต้อง

sushi 1

1ประเภทของซูชิ

ต้นกำเนิดของซูชิที่เรารู้จักนั้นเริ่มมาจากความต้องการที่จะถนอมอาหารของคนญ๊่ปุ่่น เริ่มต้นจากวัฒนธรรมการหมักปลาที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศริมฝั่งแม่น้ำโขงทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้นี่เอง และภายหลังก็ได้รับการพัฒนารูปแบบมาเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นซูชิที่มีหน้าตาและลักษณะที่หลากหลายขึ้นและเป็นที่รู้จักในฐานะอาหารประจำชาติของญี่ปุ่นในที่สุด ส่วนซูชิจะมีทั้งหมดกี่ประเภทนั้นตามมาดูกันเลย

Nare Sushi (นาเระซูชิ)

nare sushi

นาเระซูชิเป็นซูชิที่นำเอาข้าวสวย เนื้อปลา และเกลือมาหมักจนทำให้ข้าวและปลามีรสเปรี้ยว ซึ่งบอกต่อกันมาว่าวิธีการหมักแบบนี้ชาวญี่ปุ่นนั้นได้รับอิทธิพลมาจากประเทศบริเวณลุ่มน้ำโขง (คล้ายวิธีการทำปลาส้ม) ถือว่านาเระซูชินั้นเป็นต้นกำเนิดของซูชิในปัจจุบันเลยก็ได้ ในปัจจุบันนาเระซูชิที่ยังสามารถพบเห็นได้อยู่คือ ‘ฟุนะซูชิ’ คือซูชิที่นำปลาฟุนะไปหมักกับข้าว มีกลิ่นแรงมากแต่ถือเป็นอาหารหรูหราราคาแพงในปัจจุบัน

Nigiri Sushi (นิกิริซูชิ)

Nigiri Sushi

หากบอกชื่อไปหลายคนอาจนึกไม่ออกว่านิกิริซูชิมันคือซูชิประเภทไหนกันนะ แต่หากได้เห็นรูปก็จะร้องอ๋อทันทีเพราะนี่คือซูชิที่เราคุ้นเคยมากที่สุด เป็นการนำเอาข้าวหมักกับน้ำส้มสายชูปั้นด้วยฝีมือของเชฟให้ได้เป็นรูปทรงคล้ายวงรีขนาดพอดีคำแล้วท็อปปิ้งด้วยเนื้อปลาดิบ โดยข้าวและปลาจะต้องมีความสมดุลกันเพื่อให้ได้รสชาติของซูชิที่ดีที่สุด แม้จะดูเหมือนง่ายแต่ความจริงแล้วนี่เป็นศาสตร์การทำอาหารที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนยาวนานมากเลยนะ

Maki Sushi (มากิซูชิ)

Maki Sushi

อีกหนึ่งซูชิที่ได้รับความนิยมจากชาวไทยไม่แพ้นิกิริซูชินั่นก็คือมากิซูชิ หรือในภาษาอังกฤษคือ Sushi Roll (ซูชิโรล) นั่นเอง เจ้าซูชิประเภทนี้เป็นซูชิที่เกิดจากวัฒนธรรมการกินซูชิที่แพร่หลายเข้าไปสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบของซูชิให้เข้ากับวัฒนธรรมการกินอาหารของชาวตะวันตกด้วยการม้วนซูชิให้เป็นโรลนั่นเอง ทีนี้ก็รู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่า ‘แคลิฟอร์เนียโรล’ ที่เห็นอยู่ในเมนูของร้านอาหารญี่ปุ่นนั้นได้มาจากไหน

Temaki Sushi (เทมากิซูชิ)

Temaki Sushi

ซูชิประเภทนี้เป็นซูชิที่ได้รับวัฒนธธรรมมาจากประเทศสหรัญอเมริกาเช่นเดียวกับมากิซูชิในเรื่องความสะดวกในการกิน เชฟจะห่อข้าว ผัก และปลาดิบให้เป็นรูปกรวยโดยมีสาหร่ายแผ่นห่ออยู่ด้านนอกสุด สามารถถือกินได้ทุกที่เพื่อความสะดวก ในภาษาอังกฤษจะเรียกซูชิประเภทนี้ว่า Hand Roll

Gunkan Sushi (กุงกังซูชิ)

Gunkan Sushi

ซูชิชื่อแปลกมาอีกแล้ว แม้ชื่อจะแปลกแต่รับรองว่าหน้าตาคุ้นเคยแน่นอนเพราะนี่คือกุงกังซูชิ เป็นซูชิที่ใช่สาหร่ายห่อข้าวไว้แล้วท็อปปิ้งด้านบนด้วยซูชิหน้าต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ไม่สามารถท็อปปิ้งบนนิกิริได้อย่างเช่น ไข่หอยเม่น ไข่ปลาแซลมอน หรือสลัดต่าง ๆ ทำให้ต้องใช้สาหร่ายเพื่อพยุงเอาไว้ และด้วยลักษณะคล้ายเรือแบบนี้เองทำให้มันได้ชื่อว่ากุงกังซูชิที่มีความหมายว่าเรือรบนั่นเอง

Chirashi Sushi (ชิราชิซูชิ)

Chirashi Sushi

ชิราชิซูชิคงเป็นซูชิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาซูชิทุกประเภทเพราะนี่คือซูชิที่เราคนไทยรู้จักในฐานะข้าวหน้าปลาดิบ แม้ว่าจะเสิร์ฟมาเป็นจานแต่ก็ถือว่าเป็นซูชิเช่นกัน และไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นหน้าปลาดิบเท่านั้น สามารถเลือกจากปลาดิบหลากหลายชนิดได้หรือเป็นวัตถุดิบที่หาได้ในแต่ละท้องถิ่นอย่างอโวคาโด ไข่หวาน แตงกวา และผักต่าง ๆ แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องใช้ข้าวซูชิที่เป็นข้าวสวยหมักน้ำส้มสายชูนั่นเอง

Oshi Sushi (โอชิซูชิ)

Oshi Sushi

โอชิซูชิเป็นซูชิที่เราอาจไม่ค่อยคุ้นตาเท่าไรนัก แต่ถ้าไปเที่ยวในจังหวัดทางฝั่งคันไซก็อาจพบเห็นได้บ้างเพราะนี่เป็นซูชิที่โด่งดังมาจากฝั่งคันไซ เป็นการนำเอาข้าวซูชิและปลาดิบเรียงลงไปในกล่องตามลำดับแล้วทำการกดทับให้แน่นได้ออกมาเป็นโอชิซูชิที่มีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมแล้วตัดให้พอดีคำ ซึ่งก็จะมีความคล้ายกับนิกิรซูชิแต่แตกต่างกันที่วิธีการทำ

Inari Sushi (อินาริซูชิ)

Inari Sushi

หน้าตาของอินาริซูชิจะคล้ายกับกุกังซูชิแต่เปลี่ยนจากการใช้สาหร่ายห่อด้านนอกมาเป็นเต้าหู้ทอดที่มีลักษณะกลวงด้านในคล้ายถุงแล้วนำข้าวซูชิที่ปรุงรสและใส่วัตถุดิบแล้วใส่ลงไปด้านในของเต้าหู้แต่ละชิ้น ส่วนชื่ออินารินั้นก็ได้จากชื่อของเทพอินารีที่ว่ากันว่าโปรดปรานเต้าหู้ทอดเป็นที่สุด

10 อันดับซูชิต้องลอง

อย่างที่บอกกล่าวกันไปทางด้านบนว่าซูชินั้นมีอยู่หลายประเภทมาก ๆ เพราะฉะนั้นเราขอคัดมาแค่ 10 อันดับของซูชิที่เราคิดว่า ‘ต้องลองสักครั้งในชีวิต’ จากเว็บไซต์  LISTVERSE มาให้เพื่อน ๆ ได้ลองเช็คดูว่าตัวเองกินไปแล้วทั้งหมดกี่ชนิด และเหลืออีกกี่ชนิดที่ต้องลอง

Unagi (ปลาไหล)

Unagi

ปลาไหลที่เสิร์ฟในร้านอาหารญี่ปุ่นมีอยู่ 2 ชนิด คือ ปลาไหลน้ำจืด (Unagi) และปลาไหลน้ำเค็ม (Anago) แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือปลาไหลน้ำจืด นิยมนำไปย่างก่อนทำเป็นเมนูซูชิหรือข้าวหน้าปลาไหลก็ได้ มีรสชาติหวานเค็มได้จากซอสที่ใช้หมัก

Tako (หมึก)

tako

หมึกสด ๆ ที่ใช้ทำซูชิจะมีเนื้อสัมผัสที่เหนียวนุ่มต้องเคี้ยวมากกว่าปลาดิบสักหน่อยแต่ถ้าชอบกินรับรองว่าต้องฟิน ยิ่งหากได้กินคู่กับวาซาบิด้วยแล้วจะยิ่งอร่อยเลยล่ะ

Bashi (ม้า)

bashi

ในประเทศญี่ปุ่น เนื้อม้าถือเป็นเนื้อชั้นดีรสชาติอร่อย โดยทั่วไปมีชื่อเรียกว่า Sakura-niku มีรสชาติคล้ายกับเนื้อแดงอื่น ๆ เพียงแต่มีไขมันน้อยกว่าและมีธาตุเหล็กมากกว่าถึงสองเท่า คนญี่ปุ่นยังนิยมกินเนื้อม้าดิบเป็นซาชิมิซึ่งเรียกว่า Basashi กินคู่กับขิงและหอม

Tabiko (ไข่ปลาทาบิโกะ)

Tabiko

ไข่ปลาโทบิโกะหรือไข่ของปลาบินนิยมนำมาทำเป็นซูชิมากในญี่ปุ่น โดยเฉพาะมากิซูชิหรือซูชิโรล เป็นไข่ปลาที่มีขนาดเล็กมาก มีรสชาติออกเค็มและมีความกรุบกรอบ โดยปกติแล้วจะมีสีส้มแต่สามารถเติมแต่งสีเพิ่มด้วยสีเขียวจากวาซาบิ สีดำจากหมึก เป็นต้น ซึ่งบางครั้งจะเสิร์ฟมาพร้อมกับไข่นกกระทาดิบ

Maguro (มากุโร่)

Maguro

ปลามากุโร่เป็นปลาในตระกูลเดียวกับปลาทูน่า มีทั้งพันธ์ที่เป็นครีบสีน้ำเงินและครีบสีเหลือง เป็นปลาขนาดใหญ่ที่สามารถมีน้ำหนักได้มากถึง 500 กิโลกรัม มีความยาวมากถึง 4 เมตร ยิ่งมีขนาดใหญ่ก็ยิ่งราคาแพง เมื่อนำมาเป็นซูชิจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ Otoro (โอโทโร่) ส่วนหน้าท้อง Chutoro (ชูโทโร่) และ Akami (อะคามิ) ขอแอบกระซิบนิดนึงว่าส่วน Otoro เนี่ยเด็ดดวงสุด ๆ

Salmon Skin Roll (หนังปลาแซลมอน)

salmon skin roll

ปลายอดนิยมอย่างปลาแซลมอนนั้นนอกจากจะมีเนื้อแสนอร่อยทั้งตอนดิบและตอนสุกแล้ว หนังของมันก็สามารถนำมาทำเป็นไส้ของซูชิโรลที่อร่อยได้เช่นกัน นำไปอบหรือย่างก็จะได้เป็นความอร่อยที่เค็มและกรุบกรอบ

Amebi (กุ้งหวาน)

amebi

กุ้งหวาน (Amebi) นั้นไม่ใช่กุ้งแบบเดียวกันกับกุ้งธรรมดา (Ebi) เพราะกุ้งหวานคือส่วนของหางกุ้งสด ๆ ของกุ้งอลาสก้าสีชมพู เนื้อโปร่งแสง ขนาดไม่ใหญ่นักแต่มีรสชาติที่เข้มข้นและชชัดเจนกว่ากุ้งธรรรมดามาก บางครั้งเชฟจะทาวาซาบิเพื่อเพิ่มรสชาติให้ด้วย

Shime Soba (ปลาซาบะดอง)

Shime Soba

เนื้อปลาซาบะดิบจะถูกนำมาดองด้วยน้ำส้มสายชูก่อนนำมาทำเป็นหน้าซูชิแสนอร่อย แต่เนื้อปลาจะมีรสชาติออกเปรี้ยวจัดและมีความมันค่อนข้างมาก

Hamachi with Jalapeños (ปลาหางเหลืองและพริกจาลาป้า)

himachi

ปลาฮามาจิหรือปลาหางเหลืองเป็นปลาอีกชนิดที่นิยมนำมาทำเป็นซูชิแสนอร่อย แม้หางจะเหลืองแต่เนื้อของมันนั้นมีสีขาวเนียนนุ่มแทรกไปด้วยไขมัน โดยเฉพาะในหน้าหนาวที่เป็นฤดูกาลแห่งการสะสมไขมันแล้วยิ่งอร่อย ซึ่งปลาฮามาจิถูกค้นพบว่าอร่อยยิ่งขึ้นเมื่อกินคู่กับจาลาป้า (พริกจากแม็กซิกัน)

Fugu (ปลาปักเป้า)

Fugu

สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการกินซูชิคงไม่มีใครสามารถปปฏิเสธได้ว่าเนื้อปลาปักเป้าคือเนื้อปลาที่อร่อยที่สุดสำหรับเมนูซูชิ แม้จะถูกจัดว่าเป็นปลาที่มีพิษร้ายแรงที่สุดแต่ก็ยังได้รับความนิยมมากในหมู่นักกิน ด้วยความที่มีเนื้อนุ่มละเอียดหวานอร่อยนั่นเอง ซึ่งประเทศญี่ปุ่นนั้นเข้มงวดมากในการแล่เนื้อปลาปักเป้า เชฟผู้แล่จะต้องได้รับใบอนุญาตเท่านั้น

3มารยาทและ วิธีกินซูชิ ที่ถูกต้อง

eating 2

วิธีกินซูชิ อาจดูเหมือนง่าย ใคร ๆ ก็กินได้ แต่ด้วยความที่เป็นญี่ปุ่นทำให้วัฒนธรรมการกินซูชิของที่นี่มีมากไปกว่าการเอาเข้าปาก เคี้ยว แล้วกลืน เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะเรียนรู้วิธีการกินที่ถูกต้องพร้อมมารยาทที่จะทำให้คุณดูเป็นคนที่ดูดีมีวัฒนธรรมขึ้นได้ในร้านอาหารญี่ปุ่น

ลำดับการกิน

sushi 2

หลักการคือเริ่มกินจากซูชิที่มีรสอ่อนก่อนแล้วจึงไล่ไปหาปลาที่มีรสชาติเข้มเพื่อไม่ให้รสชาติเข้มกลบรสอ่อนจนหมด หรือหากไม่แน่ใจในลำดับการกินก็สามารถกินขิงดองเพื่อเปลี่ยนรสชาติก่อนกินซูชิคำถัดไปได้ เมื่อกินของคาวครบแล้วก็กินซูชิหน้าไข่หวานปิดท้ายเพื่อล้างปากหรือจะเป็นกุงกังซูชิเราก็ไม่เกี่ยง และแนะนำให้สั่งซุปหอยลายร้อน ๆ มาซดก่อนสิ้นสุดมื้ออาหารด้วยนะ

วิธีกินกินซูชิ

eating 1

  • อย่าจิ้มซูชิด้วยตะเกียบเพราะถือเป็นลางไม่ดีและยังดูไร้มารยาทอีกด้วย
  • วางตะเกียบในที่วางตะเกียบที่ทางร้านจัดไว้ให้ แต่หากไม่มีก็ไม่เป็นไร
  • การถูตะเกียบเพื่อเอาเสี้ยนออกนั้นถือเป็นการกระทำที่ไร้มารยาทและเหมือนเรากำลังตำหนิร้านอยู่
  • เมื่อต้องคีบอาหารในจานรวมให้ผู้อื่นจะต้องใช้ตะเกียบอีกด้านในการคีบ
  • ไม่ยกตะเกียบขึ้นชี้หน้าผู้อื่น
  • จิ้มโชยุโดยใช้ด้านที่เป็นเนื้อปลาจุ่มลง ไม่ใช้ด้านที่เป็นข้าวเพราะข้าวอาจแตกเลอะเทอะไม่เป็นทรงซูชิ
  • ทาวาซาบิลงบนชิ้นซูชิที่ต้องการกิน ไม่ใส่ลงในโชยุแล้วคน
  • ควรกินซูชิให้หมดภายในคำเดียว
  • สามารถใช้มือในการกินซูชิแทนตะเกียบได้ ไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาท โดยมีวิธีการกินที่คล้ายกันกับตะเกียบ

ข้อสรุป

สุดยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะแค่เจ้าซูชิชิ้นเล็ก ๆ เนี่ยรายละเอียดเยอะเหมือนกันนะ ซึ่งเชฟซูชิของญี่ปุ่นนั้นกว่าจะมาเป็นได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยล่ะ ต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นเวลานานกว่าหลายปีจึงจะเป็นเชฟที่สมบูรณ์แบบได้ เราเองในฐานะคนกินก็ควรจะเรียนรู้วิธีการกินที่ถูกต้องเพื่อแสดงถึงมารยาทและให้ความเคารพแก่เชฟทุกคนด้วยการรู้คุณค่าของอาหารนั่นเอง ใครที่อ่านแล้วอยากจะไปกินซูชิที่ญี่ปุ่นมันซะตอนนี้เราก็ขอแนะนำให้ไปลองที่ 3 ร้านซูชิขั้นเทพที่การันตีด้วย Michelin Star ตามลิงก์ด้านล่างนี้เลย

20 กาชาปอง สุดแปลก ! พร้อมแหล่งหมุน

20 กาชาปอง สุดแปลก ! พร้อมแหล่งหมุน

ไปญี่ปุ่นถ้าไม่ได้ไปหมุน กาชาปอง ล่ะก็ บอกเลยว่าพลาดมาก เพราะนี่ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในญี่ปุ่นที่เราสามารถสนุกสนานได้ในราคาไม่แพง เพียงแค่ ‘หยอดแล้วหมุน’ คุณก็จะได้ครอบครองของเล่นโมเดลจิ๋วในแคปซูลไข่แล้ว แต่ละแบบทั้งน่ารัก น่าชัง และแปลกประหลาดจนเห็นแล้วต้องเกิดคำถามว่า ‘เพื่ออออ ?’

Gachapon (กาชาปอง) เป็นชื่อเครื่องหยอดเหรียญชนิดหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ผลิตขึ้นครั้งแรกโดยบริษัทผลิตของเล่นยักษ์ใหญ่แห่งแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง BANDAI แม้ว่าทางบริษัทจะเป็นผู้จดทะเบียนชื่อ กาชาปอง แล้วแต่ด้วยความที่เรียกกันมาติดปาก จึงทำให้ชื่อนี้ถูกใช้เรียกของเล่นประเภทนี้แบบเหมารวมแม้จะผลิตโดยบริษัทอื่นก็ตาม

กาชาปอง ตั้งขึ้นตามเสียงการทำงานของเครื่องหยอดเหรียญ เพราะเมื่อเราหยอดเหรียญแล้วหมุน แคปซูลไข่ด้านในก็จะหล่นลงมาดังเป็นเสียงที่ชาวญี่ปุ่นได้ยินว่า ‘กา-ชา-ป๊อง’ นั่นเอง

มีลักษณะเด่นเป็นแคปซูลรูปทรงไข่ ภายในบรรจุของโมเดลของเล่นชิ้นเล็กที่มีหลายแบบหลายแขนง เช่น โมเดลตัวการ์ตูนชื่อดัง โมเดลสัตว์และคนในอิริยาบถต่าง ๆ และอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่สามารถบรรยายได้หมด และวันนี้เราได้รวบรวมกาชาปองแปลก ๆ ที่น่าสนใจมาให้ดูกันเผื่อใครอยากจะไปตามหามาครอบครอง แต่อาจไม่ได้ประหลาดที่สุดหรอกนะเพราะที่ญี่ปุ่นเค้าผลิตกาชาปองออกมาใหม่ตลอดเวลา

1กาชาปองกางเกงใน

gashapon 2

คือมันเป็นรูปกางเกงในจริง ๆ เลยล่ะเธอเอ๋ย มีหลายลวดลายให้ได้ลุ้นด้วยนะ แม้หน้าตามันออกจะประหลาดไปเสียหน่อย แต่มีประโยชน์นะบอกเลยเพราะมันคือที่ครอบฐานขวดน้ำด้านล่างป้องกันไอน้ำที่ไหลเลอะเทอะนั่นเอง

2กาชาปองเสื้อกันหนาว

gashapon 1

สำหรับชิ้นนี้มีลักษณะไม่ใกล้ไม่ไกลจากกาชาปองกางเกงในเท่าไร แต่อาจจะดูกล้าใช้มากกว่าเพราะมาในรูปของเสื้อกันหนาวหลากลวดลายหลายสีสัน ฟังก์ชั่นการใช้งานอาจไม่เต็มที่เท่าแต่เรื่องความเก๋เค้าเกินร้อยค่ะ แค่ผูกก็ชิคแล้ว

3กาชาปองขนมปัง

gashapon 6

จะบอกว่าแปลกก็คงไม่ใช่ แต่ด้วยความเหมือนระดับนี้ทำให้รู้สึกอึ้งในขั้นตอนการผลิตที่ทำออกมาได้ดีมาก ๆ จนรู้สึกคุ้มค่าเงินที่หยอดไปเพื่อให้ได้มา แต่เนื้อของมันไม่นุ่มนิ่มเหมือนหน้าตาน้า

4กาชาปองสตรอเบอร์รี่

gashapon 28

นอกจากจะทำขนมปังได้เหมือนแล้ว งานละเอียดอย่างสตรอเบอร์รี่ก็ทำได้ละเอียดและเหมือนจริงมาก ๆ จนอาจแยกไม่ออกถ้าหากเอามาวางไว้คู่กัน ระวังจะเผลอหยิบกินเข้าปากเอาล่ะ

5กาชาปองเปลือกกล้วย

gashapon 8

สำหรับชิ้นนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำออกมาเพื่ออะไร แต่มองไปมองมามันก็ดูน่ารักดีเหมือนกันนะ เพราะเค้าทำให้เปลือกกล้วยที่ไม่มีชีวิต ดูมีชีวิตชีวาและแสดงอารมณ์ความรู้สึกผ่านอิริยาบถต่าง ๆ ได้น่ารักน่าเอ็นดูใช้ได้เลยทีเดียว

6กาชาปองอาหารทะเล

gashapon 9

ความเก๋ของกาชาปองนี้คือการออกแบบให้กาชาปองมีลวดลายทั้งสองด้าน แต่เราจะต้องรูดซิปเปิดออกมาก่อนจึงจะสามารถเห็นได้ โดยเมื่อเปิดออกมาก็จะเห็นเป็นด้านในของสรรพสิ่งต่าง ๆ อย่างเช่นปลาที่เปิดด้านในออกมาจะเป็นเนื้อปลาแดดเดียวน่ากิน หรือหอยที่เปิดฝาออกมาพร้อมรับประทาน

7กาชาปองอวัยวะ

gashapon 10

เรามาขยับอวัยวะ เอ้า เรามาขยับอวัยวะ ! คงไม่มีเพลงไหนเหมาะกับกาชาปองชิ้นนี้มากไปกว่าเพลงนี้แล้ว เพราะนี่คือกาชาปองอวัยวะมนุษย์ที่เห็นตับไตไส้พุงต่าง ๆ แต่จะว่าไปก็ดูมีสาระอยู่เหมือนกันนะ เหมือนได้เรียนวิชาชีวะอะไรประมาณนี้

8กาชาปองเครื่องออกกำลังกาย

gashapon 11

ใครทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ต้องพิมพ์งานทั้งวันอย่าลืมละเลยการออกกำลังกายนิ้วนะจ้ะ และนี่คือกาชาปองเครื่องออกกำลังกายสำหรับนิ้วโดยเฉพาะ ความจริงแล้วมันมีขนาดเล็กมากจนสามารถใช้ได้แค่กับนิ้วน่ะนะ แต่ก็ดูน่ารักน่าสะสมทีเดียว ส่วนประสิทธิภาพคงต้องไปลองเองจ้า

9กาชาปองเทพีเสรีภาพ

gashapon 12

ไม่ต้องบินข้ามทวีปไปไกลถึงประเทศสหรัฐอเมริกา คุณก็สามารถเป็นเจ้าของโมเดลรูปเทพีเสรีภาพได้แล้ว แถมยังไม่ได้มาในท่าทางชูคบไฟอย่างที่เราคุ้นเคย แต่มีกิริยาที่ซุกซนไปกว่านั้นมาก เก็บสะสมไว้ถ่ายรูปเล่นน่าจะสนุกดีนะ

10กาชาปองอุนจิ

gashapon 13

สั้น ๆ ง่าย ๆ ได้ใจความเลยว่านี่คือกาชาปองรูปอุนจิที่มองยังไงก็เมื้อนเหมือน ทั้งสี รูปร่าง และเนื้อสัมผัส เห็นตอนไหนก็ได้แต่ขออย่าเป็นตอนกำลังจะกินข้าวเลยนะ เอ๊ะ หรือจะเหมาะสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักกันนะ เพราะแค่เอามาวางไว้ดูก็คงจะกินไม่ลงแล้วล่ะ

11กาชาปองวิญญาณแมว

gashapon 14

ก็ไม่รู้ว่าถ้าทาสแมวเห็นแบบนี้แล้วยังจะอยากได้กาชาปองชิ้นนี้อยู่มั้ยนะ เพราะว่านี่คือกาชาปองวิญญาณแมวที่หน้าตาดูทั้งเศร้า ทั้งหงุดหงิด แต่ก็ดูน่ารักในตัวของมันและแปลกน่าเก็บสะสมดีนะ ว่ามั้ยมนุษย์ ?

12กาชาปองเกมส์เพลย์

gashapon 25

เด็กยุค 90’s ต้องกรี๊ดและหวีดร้องให้กับกาชาปองชิ้นนี้อย่างแน่นอน เพราะมันมาในรูปของเกมส์เพลย์ซึ่งน่ารักมากกกก ทำเหมือนและละเอียดสุด ๆ อยากจะได้มาเก็บไว้เป็นความทรงจำจริง ๆ เลย ซึ่งเราสามารถใส่แผ่นเกมส์และเสียบเมมโมรี่การ์ดได้ด้วยนะ

13กาชาปองโอบ้าจัง

gashapon 16

เบื่อสาวออฟฟิศหรือยัง ถ้าเบื่อแล้วลองมาเจอกาชาปองโอบ้าจัง (คุณป้า) กันหน่อยเป็นไง ซึ่งแต่ละคนมาในแฟชั่นขั้นสูงที่มีแต่โอบ้าจังเท่านั้นที่ใส่ได้ พร้อมด้วยท่าทางที่เห็นแล้วจี๊ดสุด ๆ ไม่น่าเชื่อว่าแค่กาชาปองตัวเล็ก ๆ จะสามารถถ่ายทอดความเป็นโอบ้าจังออกมาได้มากขนาดนี้เลยนะเนี่ย

14กาชาปองโพกหัวแมวเหมียว

gashapon 24

ขอเสียงทาสแมวอีกสักหนึ่งรอบ แต่รอบนี้ไม่ได้มาเป็นวิญญาณแล้ว แต่เป็นผ้าโพกหัวสำหรับแต่งตัวน้องเหมียวของคุณให้กลายเป็นแกะน้อยน่ารัก ฮ่า ๆ ดูมีประโยชน์ขึ้นมาสักหน่อยแล้วนะ ลองหยอดกาชาปองเพื่อน้องแมวกันดูนะจ้ะ

15กาชาปองจิงโจ้จอมเบ่ง

gashapon 18

เจ้าจิงโจ้ตัวนี้พยายามจะโชว์กล้ามแบบสุด ๆ เบ่งซะเส้นเลือดขึ้นเลยล่ะ เห็นแล้วชวนขำ และนอกจากจะเบ่งกล้ามก็ยังมีมีท่าทางอื่น ๆ ด้วยนะ ใครอยากได้เจ้าจิงโจ้ขี้เบ่งนี้ไปครอบครองก็ลองไปหมุน ๆดูนะ

16กาชาปองที่นอนปิกาจู

gashapon 19

‘ปิกา ปิก้า’ น่ารักอีกแล้วจ้ากับกาชาปองชิ้นนี้ มาในเวอร์ชั่นของที่นอนปิกาจูหลายลวดลาย และนอกจากจะน่ารักแล้วก็ยังมีประโยชน์ใช้สอยที่ใช้งานได้จริงอีกด้วยนะ เพราะนี่คือที่ใส่โทรศัพท์มือถือนั่นเอง ซึ่งเมื่อใส่มือถือเข้าไปแล้วก็เหมือนกับเรากำลังให้มือถือได้พักผ่อนเลย

17กาชาปองผ้าเช็ดหน้า

gashapon 20

เห็นแล้วถึงกับหัวเราะออกมาเลยล่ะสำหรับกาชาปองผ้าเช็ดหน้าชิ้นนี้ เพราะเป็นผ้าเช็ดหน้าลวดลายบั้นท้ายสุดขำขัน ที่มีตั้งแต่ของคนทั่วไป บันนี่เกิร์ล ไปจนถึงบั้นท้ายของยักษ์ญี่ปุ่นเลย เป็นผ้าเช็ดหน้าขนาดสี่เหลี่ยมขนนุ่ม แต่ไม่รู้ว่าตอนหยิบออกมาใช้คนข้าง ๆ จะมองยังไงนะ ฮ่า ๆ

18กาชาปองโมจิน้องหมา

gashapon 21

น้องหมาแต่ละตัวจะหน้าตาเป็นอย่างไรกันนะถ้าหากมันต้องกลายเป็นโมจิย่าง ไม่ต้องจินตนาการอีกต่อไปเพราะกาชาปองนี้เค้าสมมติมาให้เราเรียบร้อยแล้ว ดูจากรูปแล้วน้องหมาดูละมุนขึ้นเยอะเลยนะ แต่ถ้าจะให้กินจริง ๆ คงจะกินไม่ลง

19กาชาปองขนมปังสอดไส้น้องหมา

gashapon 22

เอาใจทาสหมากันอีกรอบด้วยความน่ารักซุกซนของเหล่าน้องหมาสุดน่ารักที่ถูกนำไปอยู่ในเมนูขนมปังเช่นครัวซองต์ แซนด์วิช ซึ่งเค้าก็สามารถสื่อคาแร็คเตอร์ของน้องหมาแต่ละสายพันธุ์ออกมาได้ดีมาก ๆ ไม่ใช่แค่น่ารักอย่างเดียวเท่านั้น คนที่เป็นเจ้าของน้องหมาคงอยากได้กันใหญ่

20กาชาปองไข่ขี้เกียจ

gashapon 23

ปิดท้ายกันด้วยกาชาปองเจ้าไข่ขี้เกียจ Gudetama ที่ฮิตสุด ๆ ด้วยท่าทางที่มีความทะเล้นของมันทำให้หลายคนต้องตกหลุมรักในความน่ารักและซุกซน ไม่เชื่อก็ดูสิ แค่ท่าเกาะแก้วน้ำก็กินขาดแล้ว ใครจะห้ามใจไหว

ตู้ กาชาปอง อยู่ไหน

Yodobashi Hakata (ヨドバシカメラ マルチメディア博多)

yodo hakata3

yodo hakata1

yodo hakata2

ที่ Yodobashi Camera สาขา Fukuoka นั้นก็คับคั่งไปด้วยตู้กาชาปอง โดยพิกัดจะอยู่ที่ชั้น 4 ซึ่งเป็นแหล่งรวมตู้กาชาปองของจริง มีเยอะมาก ๆ ทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่เลย ลองไปเดินก้ม ๆ เงย ๆ ดูก่อนได้ว่าแต่ละตู้มีตัวอะไรกันบ้าง ถ้าตาต้องใจตู้ไหนก็จัดการเอามาเป็นเจ้าของได้เลย

Yodobashi Umeda(マルチメディア梅田)

yodobashi 2

yodobashi 3

yodobashi 1

สำหรับเพื่อน ๆ ที่จะไปเที่ยวโอซาก้าสามารถแวะไปได้ที่ตึก Yodobashi Camera ย่าน Umeda แหล่งขายเครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดัง ซึ่งนอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วก็ยังมีของเล่นขายด้วย รวมไปถึงตู้กาชาปองก็มีจำนวนมากมายให้ไปหมุนกัน

Bic Camera Nagoya (ビックカメラ名古屋駅西店)

nagoya 3

nagoya 1

nagoya 2

ส่วนใครที่ไปนาโกย่าก็มีแหล่งหมุนกาชาปองมาแนะนำเหมือนกันนะ นั่นก็คือที่ Bic Camera นั่นเอง อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ Nagoya ด้วยนะ สามารถเดินทางมาละลายทรัพย์ไปกับเจ้าแคปซูลของเล่นเหล่านี้ได้ง่าย ๆ เลย ส่วนเรื่องจะมีโมเดลแบบใดบ้างนั้นต้องลองไปดูด้วยตัวเองแล้วล่ะ แหล่งกาชาปองของที่นี่อยู่ที่ชั้น 3 นะจ้ะ

Yodobashi และ Bic Camera (Sapporo)

สำหรับโซนเมืองหนาวอย่างฮอกไกโดก็ต้องเขยิบมาที่ซัปโปโรอีกนิดถ้าอยากได้กาชาปอง ซึ่งในละแวกนี้มีทั้ง Yodobashi และ Bic Camera ถ้าพอมีเวลาว่างสักหน่อยก็แวะเข้าไปทั้งสองที่เลยก็ได้นะ เพราะอาจจะเจอกาชาปองที่ไม่เหมือนกันไงล่ะ

  • Yodobashi Sapporo (ヨドバシカメラマルチメディア札幌)

yodo sap 3

yodo sap 2

yodo sap

  • Bic Camera (ビックカメラ札幌店)

bic sap 3

bic sap 1

bic sap 2

Akihabara Gachapon Kaiken (秋葉原 ガチャポン 会館)

aki gacha kaiken

aki gacha kaiken 2

aki gacha kaiken 2

aki gacha kaiken 4

อาหารเช้าญี่ปุ่น ราคาประหยัด ที่มีสาขาทั่วประเทศ

12 ร้าน อาหารเช้าญี่ปุ่น ราคาประหยัด ที่มีสาขาทั่วประเทศ

1Beck’s Coffee Shop (ベックスコーヒーショップ)

beck 1

Beck’s Coffee Shop เป็นร้านกาแฟที่มีเฟรนไชส์อยู่มากมายหลายสาขาทั่วประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเดินไปทางใดเราก็อาจจะพบร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ก็สามารถเดินเข้าไปได้เลยโดยไม่ต้องลังเล

beck 4

บรรยากาศด้านในร้านนั้นตกแต่งในสไตล์ร้านอาหาร Junk Food ของทางฝั่งตะวันตก บริเวณเคาน์เตอร์ที่มีพนักงานคอยต้อนรับและรับออเดอร์อย่างแจ่มใส

beck 10

เมนูอาหารเช้าง่าย ๆ ที่มีคุณค่าทางอาหารมากมายรอเสิร์ฟลูกค้าเช่นเราอยู่ภายในราคาไม่ถึง 500 เยน หรือประมาณ 150 เท่านั้น ซึ่ง Morning Set ของที่นี่เสิร์ฟมาคู่กับเครื่องดื่มอย่างชาหรือกาแฟอีกด้วย คุ้มค่ามาก ๆ เลยล่ะ

beck 11

อาหารเช้าญี่ปุ่น สไตล์ American Breakfast หน้าตาน่ากินสุด ๆ อาจจะดูเหมือนน้อยแต่ความจริงแล้วปริมาณอาหารเพียงเท่านี้นั้นเพียงพอแล้วสำหรับมื้อเช้า ที่สำคัญเมนูเซ็ตนี้มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ด้วยล่ะ

beck 6

สาว ๆ ที่อยากกินอาหารลดน้ำหนักแบบคลีน ๆ ก็สามารถสั่งเป็นเมนู Acai ที่ทำจากน้ำผลไม้ปั่นเข้มข้นสไตล์ฮาวาย มีรสออกเปรี้ยว ท้อปปิ้งด้วยธัญพืช ราดน้ำผึ้ง และผลไม้ เมนูสุดเฮลตี้ที่เพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

 

2Doutor (ドトールコーヒ)

doutor 1 

ร้าน Doutor นั้นชาวญี่ปุ่นออกเสียงว่า ‘โดะโตะรุ’ เป็นร้านกาแฟสัญชาติญี่ปุ่นแท้ที่เปิดบริการมานานกว่า 30 ปีแล้ว และมีสาขามากกว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศญี่ปุ่น

doutor 2

บรรยากาศในร้านก็เป็นร้านกาแฟสไตล์ญี่ปุ่นที่แสนอบอุ่นและน่านั่ง มักจะมีหนุ่มสาวทั้งวัยทำงานและวัยเรียนมานั่งจิบกาแฟชิล ๆ ที่ร้านอยู่เสมอ เพราะราคาของกาแฟที่นี่นั้นราคาไม่แพงเลย

doutor 5

Morning Set ของที่นี่ราคาน่าคบหามาก เพราะแต่ละเซ็ตราคาเพียง 390 เยนเท่านั้น ซึ่งภายในเซ็ตก็จะประกอบไปด้วยแซนด์วิชหรือฮอตดอกให้เราเลือก ถ้าชอบกินผักก็เลือกเป็นแซนด์วิชได้เลย รับรองอิ่มและอร่อย

doutor 6

แต่สำหรับคนไม่กินผัก เซ็ตฮอทดอกน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เสิร์ฟมาแบบอเมริกันสไตล์ แค่เห็นก็รู้แล้วว่าต้องอิ่มไปตลอดทั้งเช้าอย่างแน่นอน

doutor 4

ภายในเซ็ตเสิร์ฟคู่กาแฟดำที่เราเลือกได้ว่าชอบทานแบบร้อนหรือแบบเย็น สำหรับคนที่ดื่มกาแฟดำไม่เก่งก็สั่งเป็นแบบเย็นจะดื่มได้ง่ายกว่า ขอไซรัปจากพนักงานมาเพิ่มหวานสักหน่อยล่ะก็เยี่ยมไปเลย

3Hoshino Coffee (星乃珈琲店)

hoshino 1

Hoshino Coffee ร้านกาแฟเฟรนไชส์ที่มีสาขาทั้งในและนอกญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ด้วยการตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้ร้านแห่งนี้ครองใจชาวญี่ปุ่นหลายคน

hoshino 1

โดยเฉพาะร้าน Hoshino Coffee สาขานาโกย่านั้นมีการตกแต่งที่สวยงามทีเดียว แสงและสีร้านที่เป็นสีน้ำตาลโทนอุ่นช่วยให้เรารู้สึกได้ผ่อนคลายในยามที่จิบกาแฟยามเช้าสุด ๆ

hoshino 2

เมนู อาหารเช้าญี่ปุ่น ของที่นี่จะเสิร์ฟ Morning Set ในสไตล์นาโกย่า หากสั่งเซ็ตตามภาพจะประกอบไปด้วยขนมปังครึ่งแผ่น ไข่ลวก และเครื่องดื่มแก้วโปรดที่สเราสามารถเลือกได้ ทั้งหมดนี้ราคาเพียง 400 เยน เท่านั้น

hoshino 4

แต่ถ้าอยากสั่งเป็นเมนูอาหารเช้าสไตล์อื่นก็มีให้บริการเช่นกัน แต่ราคาจะสูงกว่านิดหน่อย อย่างเช่นเซ็ตสลัดสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มวิตามินให้แก่ร่างกายในยามเช้า แต่ดูแล้วสั่งทั้งสองอย่างก็คงจะดีนะ ได้สารอาหารแบบเต็ม ๆ กันเเลย

4Kohikan (カフェ珈琲館)

kohika 6

Kohikan ร้านกาแฟอีกร้านที่อยู่ภายใต้เครือเดียวกับ UCC เป็นร้านที่มีสาขาอยู่มากมาย และอาจมีหน้าตาร้านที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าหาแล้วไม่พบร้านแบบในรูปก็ไม่ต้องตกใจไปนะ

kohika 2

บรรยากาศร้านเรียบง่ายใช้โทนสีทึบในการตกแต่ง สามารถนั่งชิล ๆ ได้อย่างสบาย ๆ กลิ่นของขนมเค้กและอาหารที่เสิร์ฟภายในร้านลอยอบอวลอยู่ทั่วชวนให้น้ำลายไหลจนเราอาจเผลอใจสั่งมากกว่าอาหารเช้าก็เป็นได้

kohika 4

Morning Set ที่นี่เป็นแบบสั่งแยก คือเราสามารถเลือกได้ตามใจชอบว่าอยากจะได้อะไรในมื้อเช้าบ้าง เช่นเลือกสั่งเป็นเซ็ตขนมปังปิ้งคู่ไข่ดาว แล้วแอดสลัดเพิ่มก็ทำได้

kohika 8

ฮอทดอกชิ้นโตชวนหิว แต่ก็ต้องไม่ลืมแอดมินิสลัดเพิ่มเข้าไปเพื่อให้ได้รับสารอาหารครบทั้งห้าหมู่

kohika 9 

โทสต์หน้าไข่คนเยิ้ม ๆ น่ากินสุด ๆ เหยาะแม็กกี้และพริกไทยเพิ่มรสชาติเป็นอันใช้ได้เลย

kohika 10

เมื่อเลือกเซ็ตที่ถูกใจได้แล้วก็หันไปเลือกเครื่องดื่มแก้วโปรดมาเติมเต็ม ซึ่งแต่ละอย่างนั้นมีราคาถูกมาก เพิ่มนู่นนี่นั่นได้ตามใจชอบ แต่ระวังราคาจะสูงลิ่วแถมยังกินไม่หมดอีกต่างหาก สั่งแต่พอดีก็พอนะ

 

5Komeda (コメダ珈琲店)

komeda 1

อีกหนึ่งร้านน่ารัก ๆ ที่มีสาขาตั้งอยู่ที่จังหวัดไอจิแห่งนี้มีชื่อว่า Komeda’s Coffee ร้านกาแฟบรรยากาศดีที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ เดินมาสักหน่อยก็จะได้พบกับเรื่องราวดี ๆ ที่นี่

komeda 2

ด้านในร้านอบอวลไปด้วยความอบอุ่น เบาะนั่งแสนสบายรอให้เราได้ไปพักผ่อนพร้อมสั่งอาหารมานั่งกิน เฟอร์นิเจอร์ของร้านมีความสวยงามและเข้ากันได้เป็นอย่างดี

komeda 6

ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ทางร้าน Komeda จัดบริการพิเศษเอาใจคนตื่นเช้าด้วยการเสิร์ฟขนมปังปิ้งพร้อมเครื่องเคียงอีกหนึ่งอย่างที่เราสามารถเลือกได้ โดยมีไข่ต้ม ซอสไข่คน ถั่วแดงบด ซึ่งเสิร์ฟฟรี ! แค่เพียงสั่งเครื่องดื่ม 1 แก้ว เท่านั้น

komeda 5

เมื่อเลือกเซ็ตที่เราต้องการได้แล้วก็ถึงเวลาที่จะได้เอร็ดอร่อยกับเมนู อาหารเช้าญี่ปุ่น ตรงหน้าพร้อมเครื่องดื่มแก้วโปรดของเรา ซึ่งความพิเศษครั้งนี้อาจจะเหมาะกับคนที่กินน้อยสักหน่อยนะ แต่ถ้าไม่อิ่มก็สั่งเพิ่มได้และที่สำคัญต้องไม่เกินเวลา 11 โมง

komeda 7

ใครที่เน้นมื้อหนักกันตั้งแต่เช้าก็สามารถสั่งเป็นเมนูอื่นเพิ่มเติมได้ อย่างขนมปังเดนิชอบร้อน แฮมเบอร์เกอร์ แซนด์วิช และอื่น ๆ อีกมากมายที่น่าอร่อยเช่นกัน

6Pronto (プロント)

pronto 1

Pronto เป็นร้านอาหารที่เปิดทำการตลอดวัน ตอนที่ฟ้ายังสว่างก็เสิร์ฟเมนูอาหารเช้าและมื้อกลางวัน และเมื่อพระอาทิตย์ตกดินอำลาจากฟากฟ้าไปแล้วก็จะเปลี่ยนเป็นบาร์ที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ แหล่งรวมตัวสุดชิคของคนสมัยใหม่

pronto 2

สำหรับสาขาในย่าน Gion จังหวัดฟุกุโอกะนั้นตกแต่งได้อย่างสวยงามและทันสมัย พร้อมแฝงไปด้วยความน่ารักและรักษ์โลกด้วยการปลูกต้นไม้สร้างบรรยากาศแห่งการพักผ่อนให้แก่ลูกค้าที่มาเยือน

pronto 3

ร้าน Pronto แต่ละสาขามีบริการเสิร์ฟเมนูอาหารที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่ที่มีเหมือนกันคือ Morning Set เมนู อาหารเช้าญี่ปุ่น แสนอร่อยในราคาประหยัดเพียง 500 เยนเท่านั้น

pronto 4

ลักษณะของเซ็ตอาหารเช้าที่เสิร์ฟจะประกอบไปด้วยขนมปังปิ้ง ไข่คน เครื่องดื่ม และสลัด ซึ่งสลัดนี้แหละที่ถือเป็นไฮไลท์ของเมนู เพราะเค้ามีชื่อว่าวิตามินสลัด อุดมไปด้วยวิตามินอันมีประโยชน์

 

7ST-Marc Cafe (サンマルクカフェ)

st 1

กลิ่นหอมของขนมปังลอยหอมยั่วยวนมาแต่ไกล มองหาป้ายสีส้มสัญลักษณ์รูปครัวซองต์ได้เลย เพื่อเข้าไปกินอาหารเช้าด้วยกันที่ร้าน ST-Marc Cafe ซึ่งเป็นร้านที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากในเรื่องครัวซองต์

st 2Cr: tripadvisor.jp

บรรยากาศร้านเงียบสงบน่าพักผ่อนและจิบกาแฟ โดยเฉพาะในช่วงเช้าที่ชาวญี่ปุ่นเร่งรีบเราก็มานั่งผ่อนคลายสบายอารมณ์ที่นี่ก่อนออกเดินทางท่องเที่ยว

st 3

เราสามารถเดินมาเลือกขนมปังได้อย่างเต็มที่ แม้จะอ่านไม่ออกแต่รูปลักษณ์ของมันสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าจะมีรสชาติประมาณไหน ซึ่งล้วนแล้วแต่น่ากินไปหมดเลย

st 4

แต่เมนูที่ห้ามพลาดคือครัวซองต์ช็อคโกแลตแสนอร่อยที่ใครมาก็ต้องหยิบ กินคู่กับชา กาแฟ หรือโกโก้เพิ่มความอร่อย น่ากินแบบนี้คงไม่ได้เป็นแค่มื้อเช้าแล้วล่ะ ต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับไปด้วยอีกสัก 2-3 ชิ้น

8Tully’s Coffee (タリーズコーヒ)

tully 1

ร้านกาแฟ Tully’s เป็นร้านกาแฟจากเมืองซีแอตเติลที่มาเปิดสาขาในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเราสามารถพบร้านแห่งนี้ได้ตามย่านท่องเที่ยวหรือย่านธุรกิจในญี่ปุ่น

tully 2

สำหรับโต๊ะเก้าอี้ของร้านมีทั้งด้านนอกและด้านใน แล้วแต่ว่าชอบบรรยากาศแบบไหน แต่สาขาโอซาก้าแห่งนี้ค่อนข้างป๊อปปูล่าร์มาก ๆ ต้องจับจองที่นั่งให้ดีนะ

tully 3

สำหรับ Morning Set ที่นี่มีให้เลือก 2 แบบคือขนมปังคู่กับเครื่องดื่ม หรือขนมปัง เครื่องดื่ม และโยเกิร์ต ซึ่งจะมีราคาที่สูงกว่านิดหน่อย เช้า ๆ แบบนี้ใครอยากขับถ่ายดีก็จัดไปเลย

ตามหาสาขาได้ที่นี่ Tully’s Coffee

9Ueshima (上島珈琲店)

ueshima 3

Ueshima เป็นร้านกาแฟที่เปิดบริการภายใต้บริษัท UCC ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องกาแฟ เช่นเดียวกันกับร้าน Kohikan จึงมั่นใจได้เลยว่ากาแฟที่นี่อร่อยแน่นอน

ueshima 5

เมนูเซ็ตอาหารเช้าของที่ร้านเสิร์ฟกาแฟคุณภาพดีที่ชงด้วยวิธีการดริปมือ ถือว่าเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ คอกาแฟจะต้องฟินสุด ๆ แถมบรรยากาศร้านก็สวยงามใช้ได้เลย

ueshima 1

Morning Set มีให้เลือกหลายเซ็ต ทั้งแบบธรรมดาที่มีแค่บัตเตอร์โทสต์และกาแฟกับแบบชุดใหญ่จัดเต็มที่มีทั้งกาแฟ แซนด์วิช และโยเกิร์ต โดยราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 450 เท่านั้น

ueshima2

วัตถุดิบในการปรุงทุกเมนูของที่นี่ ทางร้านเค้าบอกเลยว่าเลือกใช้แต่ของดีมีคุณภาพและสดใหม่ เพื่อให้อาหารมื้อเช้าที่สำคัญที่สุดของคุณเป็นมื้อที่ดีและอุดมไปด้วยคุณประโยชน์

 

10 Coco’s Restaurant (ココス)

coco 1  

ร้าน Coco’s Restaurant เป็นร้านอาหารที่มีหลายสาขา ซึ่งอาจจะพบเห็นไม่บ่อยเท่าร้านอื่นแต่ที่นี่ถือเป็นร้านที่ดีในการแวะมากินอาหารเช้าเพราะเค้ามีบุฟเฟ่ต์ !

coco 5

ใครต้องการความคุ้มค่าในยามเช้าขอให้เดินทางมาที่นี่โดยด่วน เพราะ Coco’s Restaurant เค้ามีบริการเสิร์ฟมื้ออาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ เราสามารถมาอิ่มอร่อยได้ที่นี่แบบไม่ง้อบุฟเฟ่ต์โรงแรม

coco 6

เมื่อเทียบราคาแล้ว อาหารเช้าของที่นี่อาจจะมีราคาสูงกว่าร้านอื่นแต่ถ้าคุณได้เห็นเมนูอาหารในไลน์บุฟเฟ่ต์แล้วจะรู้เลยเลยว่าคุ้มมาก ๆ

coco 4

เพราะไลน์อาหารของที่นี่มีหลากหลายและสารอาหารครบห้าหมู่เพียงแค่เรารู้จักเลือกกิน รับรองว่ามื้อนี้อุดมไปด้วยคุณค่าและคุ้มค่าอย่างแน่นอน

coco 8

ไม่ว่าจะเป็นขนมปังอบ ไส้กรอก สปาเก็ตตี้ สลัด และวาฟเฟิลที่เราสามารถทำเองได้ ทั้งสนุกทั้งอร่อยเลยล่ะ ส่วนเครื่องดื่มก็มีให้เลือกมากกว่า 35 ชนิด เรียกได้ว่าเยอะมากกก แต่เมนูอาหารอาจแตกต่างกันตามแต่ละสาขานะ

 

11 Gusto (ガスト)

gusto 1

ร้าน Gusto เป็นหนึ่งในร้านอาหารเครือเดียวกับร้านสกายลัคส์ที่เราคุ้นเคย เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจได้เลยทั้งเรื่องอาหารและบรรยากาศร้าน

gusto 2

สาขาในจังหวัด Chiba ก็มีเช่นกัน แถมยังตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ สามารถเดินทางมาได้สะดวกสุด ๆ การตกแต่งก็เรียบง่ายเหมือนกับร้านอาหารทั่วไปแต่มีความพิเศษที่มื้อเช้า

gusto 4

อาหารเช้าที่นี่เสิร์ฟในสไตล์อเมริกันผสมผสานกับความเป็นญี่ปุ่นจึงมีทั้ง ไส้กรอก เบค่อน แฮมเบิร์ก ไข่ดาว และขนมปังให้เราเลือก

gusto 3

แต่ละเซ็ตสามารถเพิ่มเติมเมนูต่าง ๆ เข้าไปได้ด้วยการเพิ่มเงินเพียงเล็กน้อย อย่างเช่นเพิ่มสลัดก็เพิ่มเพียง 99 เยนเท่านั้น ที่สำคัญคือเครื่องดื่มและซุปนั้นเติมได้ไม่อั้น และความเก๋อีกอย่างของที่นี่นอกจากเมนูจะน่ากินแล้วเรายังจะได้รู้อีกด้วยว่าแต่ละเซ็ตมีปริมาณแคลอรี่เท่าไร เพราะฉะนั้นก่อนสั่งเพิ่มก็ต้องเช็คกันก่อนนิดนึงนะ กินเยอะไปเดี๋ยวจะอ้วน

12First Kitchen (ファーストキッチン)

first 2

First Kitchen เป็นร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดในเครือเดียวกับร้าน Wendy’s ที่มีสาขาอยู่ในหลายประเทศ ภายนอกร้านดูมีความทันสมัยชวนให้เราเดินเข้าไปลิ้มลอง

first 1

ด้านในก็มีบรรยากาศที่โปร่งโล่งสบาย แลดูไม่แออัดแม้ในช่วงเวลาเร่งรีบที่อาจมีลูกค้าเยอะ แต่สำหรับลูกค้าที่มาในช่วงเช้าก็ไม่ต้องรีบร้อนไป สั่งอาหารเช้ามานั่งกินพักผ่อนหย่อนใจกันก่อน

first 4

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับที่นี่คือช่วงเช้าตั้งแต่ร้านเปิดจนถึง 10.00 น. เมื่อเราสั่งเซ็ตเมนูอาหารเช้าอย่างเช่นแฮมเบอร์เกอร์ในราคาประมาณ 500 เยน เราสามารถเลือกสั่งเครื่องดื่มแก้วโปรดได้ในราคา 100 เยนหรือเพิ่มแฮชบราวน์โปเตโต้ในราคา 160 เยนได้

first 3

ใครที่ชอบอาหารสไตล์นี้ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด แอบบอกทริคเล็กๆ คือเราสามารถสั่งเซ็ตอาหารเช้าพร้อมเครื่องดื่ม แล้วเก็บแฮมเบอร์เกอร์ไว้กินตอนหิวระหว่างเดินทางก็น่าจะเป็นไอเดียที่ดีนะ

first5

ส่วนความแปลกที่เราอยากท้าให้มาลองคือเบอร์เกอร์ช็อคโกแลตคิทแคท ใช่แล้วได้ยินไม่ผิด มันคือเบอร์เกอร์ช็อคโกแลตจริง ๆ ใครอยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไรต้องมาลองนะจ้ะ

Caretta Illumination 2015

Caretta Illumination 2015
「カノン・ダジュール Canyon d’Azur ~青い星の谷~」

caretta_shiodome_winter_2014

งานประดับไฟสุดอลังการ Caretta Illumination กลับมาอีกครั้ง จัดขึ้นที่ตึก Caretta Shiodome จุดสังสรรค์ของหนุ่มสาวชาวโตเกียว ที่จะประดับประดาไปด้วยดวงดาวสีน้ำเงิน เข้ากับคอนเซ็ปต์ Canyon d’Azur ด้วยหลอดไฟ LED กว่า 250,000 ดวง โดยปีนี้เป็นการฉลองครบรอบ 10 ปี งานจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2015 และจะจัดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ไปจนถึงวันวาเลนไทน์ 2016

Caretta Illumination 2015「Canyon d’Azur ~青い星の谷~」

■ ค่าเข้าชม : ฟรี
■ เว็บไซต์ : CARETTA ILLUMINATION 2015 / CARETTA SHIODOME

caretta_access

วิธีการเดินทาง :
โดยรถไฟ JR : ลงสถานี Shimbashi และเดินผ่านทางเชื่อมใต้ดิน ประมาณ 5 นาที
โดยรถไฟใต้ดิน :
– สาย Oedo ลงสถานี Shiodome และเดินต่ออีก 1 นาที
– สาย Asakusa ลงสถานี Shimbashi และเดินต่ออีก 3 นาที
– สาย Ginza ลงสถานี Shimbashi และเดินต่ออีก 5 นาที
โดยรถไฟโมโนเรล : สาย Yurikamome ลงสถานี Shiodome และเดินต่ออีก 2 นาที


ภาพบรรยากาศเมื่อปี 2014 Photo by t-mizo

caretta_shiodome_winter_2014

caretta_shiodome_winter_2014_02

เที่ยว ที่ปุ่น สุด ชิว ทริปชวนฝันชมปราสาทลอยฟ้า Takeda Castle ท่ามกลางทะเลหมอก

ทริปชวนฝันชมปราสาทลอยฟ้า Takeda Castle ท่ามกลางทะเลหมอก

นอกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างพวกเราจะนิยมไปเที่ยวตาม วัด ศาลเจ้า พิพิธภัณฑ์ และสวนสนุกกันแล้ว ปราสาท ก็ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกประเภทหนึ่งที่สามารถเข้าไปเที่ยวชมสัมผัสวัฒนธรรม ความสวยงาม และความยิ่งใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นได้

ซึ่งภายในประเทศญี่ปุ่นก็มีปราสาทตั้งอยู่มากมายหลายเมืองหลายจังหวัด ปราสาทแต่ละแห่งก็จะมีจุดเด่นและความสวยงามแตกต่างการไปทั้งในเรื่องของการออกแบบและฐานที่ตั้งซึ่งมีบรรยากาศไม่เหมือนกัน โดยจะออกแบบให้เข้ากับทำเลภูมิศาสตร์และที่ตั้งเพื่อป้องกันข้าศึกที่บุกโจมตีนั่นเอง

takedajyo00-720x405

ครั้งนี้เราจึงขอพาทุกคนไปกันที่จังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) เพื่อชมปราสาทอันเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในทำเลที่งดงามและหาชมได้ยากอย่างปราสาททาเคดะ (Takeda Castle) ที่ได้สมญานามว่า ปราสาทลอยฟ้า หรือ Machu Picchu แห่งญี่ปุ่น

ปราสาททาเคดะ (Takedajo) : ปราสาทลอยฟ้า บรรยากาศชวนฝัน

ปราสาททาเคดะปราสาททาเคดะ เป็นหนึ่งในปราสาทญี่ปุ่นที่มีนักท่องเที่ยวมากมายมาเยี่ยมเยียน ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1441 โดย Otagaki Mitsukage ก่อนที่จะได้รับความเสียหายจนปัจจุบันเหลือเพียงแค่ฐานของปราสาทไว้ให้เราได้เชยชม

99922แต่ถึงจะเหลือแค่ตัวฐาน ปราสาทที่อยู่บนภูเขาที่มีความสูงประมาณ 353 เมตรจากระดับน้ำทะเลแห่งนี้ ยังมีจุดเด่นตรงสถานที่ตั้งและบรรยากาศรอบ ๆ ตัวปราสาท

ปราสาททาเคดะ

บรรยากาศที่สวยงามรอบปราสาทที่ว่าก็คือความสวยงามตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากหมอกซึ่งขึ้นมาปกคลุมบริเวณรอบปราสาท ทำให้ปราสาทเสมือนกับล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า และได้รับฉายาว่าเป็นปราสาทลอยฟ้าที่สวยเหมือนกับ Machu Picchu หรือจะเรียกว่าที่นี่เป็น Machu Picchu ของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ !

aflo_JWDA009658

แต่หมอกที่สวยงามเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวันหรือตลอดเวลา เพราะปัจจัยที่จะทำให้เกิดหมอกนั้นขึ้นอยู่กับทั้งอุณหภูมิระหว่างวัน และกระแสลมด้วย

ปราสาททาเคดะ

ช่วงเวลาที่สามารถดูปราสาททาเคดะท่ามกลางทะเลหมอกได้สวยที่สุดก็คือช่วง 8 โมงเช้าในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสของเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายนนั่นเอง

ปราสาททาเคดะ

ซึ่งปราสาททาเคดะเขาก็แบ่งเวลาให้เข้าชมเป็น 2 ช่วงคือ
ช่วงวันที่ 20 มีนาคม – 20 กันยายน โดยจะเปิดให้เข้าชมเวลา 9.00-16.00 น.
ช่วงวันที่ 21 กันยายน – 10 ธันวาคม โดยจะเปิดให้เข้าชมเวลา 3.00-16.00 น.

ปราสาททาเคดะ

และที่เห็นว่าเขาเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลาตี 3 เนี่ยอย่าคิดว่าจะไม่มีใครมา เพราะนี่ถือเป็นเวลาสำคัญสำหรับคนที่ตั้งใจจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นบริเวณปราสาททาเคดะเลยนะ (แต่อย่าลืมเอาไฟฉายไปด้วย)

ปราสาททาเคดะ

หมายเหตุ : บางช่วงเวลาปราสาทอาจไม่เปิดให้บริการเนื่องจากสภาพอากาศ และบางช่วงเวลาอาจมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากซึ่งทำให้จราจรติดขัดได้ ตรวจสอบช่วงเวลาที่ปราสาทเปิดให้เข้าชมได้ที่ Takeda Castle

โดยจุดที่น่าสนใจและเหมาะกับการชมวิวปราสาททาเคดะมีอยู่ 2 จุดด้วยกันคือ

ปราสาททาเคดะ

  • จุดชมวิวบริเวณที่ตั้งของปราสาท ตรงจุดนี้เราจะได้ชมร่องรอยของปราสาทที่ยังเหลืออยู่และบรรยากาศรอบ ๆ ปราสาทอย่างใกล้ชิด

ปราสาททาเคดะ

  • จุดชมวิวปราสาทจากภูเขาอีกลูกหนึ่ง ซึ่งตรงจุดนี้เหมาะสำหรับชมบรรยากาศยามพระอาทิตย์ขึ้นและชมทะเลหมอกรอบปราสาททาเคดะมากที่สุด ใครที่อยากจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกก็ควรกะเวลามาให้ดีไม่งั้นเดี๋ยวจะมาไม่ทันชมนะ

 

เที่ยวญี่ปุ่นใสใส ช้อปของวินเทจ ณ ตลาดนัดวัด Shitennoji

ช้อปของวินเทจ ณ ตลาดนัดวัด Shitennoji

Shitennoji Temple

วัด Shitennoji เป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่เมืองเทนโนจิ จังหวัดโอซาก้า สร้างขึ้นโดยเจ้าชาย Tohoku เมื่อปี 593 เจ้าชายได้ทำการว่าจ้างช่างไม้ฝีมือดีจากเกาหลีเพื่อสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาเนื่องจากมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งที่นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแพร่พุทธศาสนาในญี่ปุ่นอีกด้วย

Shitennoji Temple

พื้นที่ของวัดประกอบไปด้วยอาคารทั้งหมด 7 ส่วน โดย 4 อาคารแรกนั้นสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้ราชาแห่งสวรรค์ทั้งสี่ เรียกว่า Shika-in และเจดีย์ 5 ชั้นอันเป็นที่ประดิษฐานของเทวรูปเจ้าแม่กวนอิมซึ่งเป็นที่เคารพของชาวเมือง ส่วนอาคารที่เหลือนั้นได้ใช้เป็นโรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Shitennoji Temple

บรรยากาศภายในวัดและบริเวณโดยรอบนั้นกว้างขวางสวยงามและร่มรื่นเหมาะแก่การเดินเล่นพักผ่อน มีทั้งสวน บ่อน้ำ และโบราณวัตถุที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งที่นี่ยังเป็นอีกสถานที่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชมซากุระและใบไม้เปลี่ยนสีอีกด้วย

นอกจากจะเป็นศาสนสถานที่สำคัญของจังหวัดแล้ว ที่นี่ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกวันที่ 21 และ 22 ของทุกเดือน นั่นคือ ตลาดนัด Flea Market ที่เปิดให้ชาวบ้านนำสินค้ามาขาย โดยมีจำนวนร้านมากถึง 400 ร้านค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าวินเทจแปลกตาที่มีความน่าสนใจมาก ๆ

Shitennoji Temple Flea Market

ผู้คนที่เดินทางมาที่วัดก็มีโอกาสได้แวะเวียนเที่ยวตลาด ซื้อของติดไม้ติดมือกลับบ้าน เพื่อเป็นการหมุนเวียนข้าวเครื่องของใช้

Shitennoji Temple

Shitennoj Temple Flea Market 12

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ในสไตล์ญี่ปุ่นดูจะเป็นสินค้าที่มีจำหน่ายอยู่มากมายในหลายร้านของตลาดแห่งนี้

Shitennoj Temple

อุปกรณ์เครื่องโบราณที่หาดูได้ยากก็มีขายที่นี่

Shitennoj Temple Flea Market

ของใช้ที่ไม่ว่าจะชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็มีให้เลือกมากมาย เมื่อมาวางรวมกันแล้วก็ดูเหมือนเป็นการตกแต่งที่มีสไตล์ไปอีกแบบ

Shitennoj Temple Flea Market

กล้องโบราณที่มีขายอยู่เยอะมาก ในราคาที่ถูกสุด ๆ

Shitennoj Temple Flea Market

ทั้งกล้องส่องทางไกลและกล้องฟิล์ม ส่วนตัวไหนจะใช้งานได้อยู่บ้างนั้น คงต้องสอบถามเจ้าของร้านกันดู

Shitennoj Temple

เครื่องประดับมือสองนี่ก็น่าจะถูกใจสาว ๆ ที่ชอบแต่งตัวสไตล์วินเทจ รับรองว่าถ้าซื้อกลับไปจะต้องไม่ซ้ำใครแน่นอน

Shitennoji Temple

สารพัดของใช้ในอดีตที่หลายคนอาจนำไปเป็นของตกแต่งที่มีคุณค่าได้

Shitennoj Temple

เขากวางก็มี !Shintennoji Temple

เครื่องเขียนมือหนึ่งที่มาในกระบะก็เปิดให้เลือกคุ้ยได้อย่างเต็มที่

Shitennoj Temple

หากเดินช้อปปิ้งจนหมดแรง ก็สามารถแวะเติมพลังก่อนได้ที่ร้านอาหารตั้งเต็นท์ มีทั้งของคาวและของหวาน

ข้อสรุป

นอกจากวัด Shitennoji แห่งนี้จะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเรื่องความสวยงามและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแล้ว กิจกรรมตลาดนัด Flea Market นี้ก็น่าเดินไม่แพ้กัน หากใครมีโอกาสไปโอซาก้า ก็อย่าลืมแวะไปชื่นชมศาสนสถานที่สำคัญที่สุดอีกแห่งของญี่ปุ่นที่นี่ แล้วต่อด้วยการช้อปปิ้งสินค้ามือสองที่ไม่เหมือนใคร เป็นอีกทริปสบาย ๆ สไตล์โอซาก้า

เเวะญี่ปุ่น มาให้ได้ 5 งานประดับไฟ แห่งคันไซ สุดประทับใจยิ่งใหญ่ไม่แพ้คันโต

1Kobe-Luminarie งานประดับไฟ แห่งความหวัง

illuminate kansaiบนท้องถนนยามค่ำคืนในเมืองโกเบช่วงต้นเดือนธันวาคม เป็นเวลาที่เราจะได้เห็นความสวยงามจากดวงไฟนับพันประดับอยู่บนอุโมงค์และกำแพงมหึมาที่ถูกประกอบขึ้นเป็นรูปร่างจากโครงเหล็ก

illuminate-festival-kansaiนอกจากจะเนรมิตให้ถนนแห่งนี้กลายเป็นถนนที่มีสีสันสวยงามระยิบระยับประทับใจแล้ว ทางโกเบยังปิดถนนให้ผู้คนเดินชมงานประดับไฟ เราจึงสามารถเพลิดเพลินไปกับแสงสี ร้านอาหารและเครื่องดื่มอร่อย ๆ บริเวณนั้นได้อย่างสนุกสนาน

illuminate-festival-kansaiแต่จุดประสงค์หลักของงานประดับไฟนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ความหวังแก่ชาวโกเบหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ชื่อว่า Great Hanshin earthquake เมื่อเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1995 แผ่นดินไหวครั้งนั้นสร้างความสูญเสียและความเสียใจไว้มากมาย เทศกาลประดับไฟนี้จึงจัดขึ้นในเดือนธันวาคมของทุกปี เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความหวังให้แก่การสูญเสียในแผ่นดินไหวครั้งใหญ่คราวนั้น

illuminate-festival-kansaiงานนี้จัดแสดงเป็นเวลา 10 วัน ในช่วงเดือนธันวาคมก่อนคริสต์มาส หากไปชมในวันเสาร์อาทิตย์คนจะเยอะมากแต่จะจัดแสดงเร็วกว่าวันธรรมดา 1 ชั่วโมง

illuminate-festival-kansai

Kobe-Luminarie เป็นงานประดับไฟแห่งความหวังที่สวยงามที่สุดงานหนึ่งที่แม้แต่ชาวโกเบยังไม่ยอมพลาด เพราะฉะนั้นถ้าใครได้มาโกเบในช่วงก่อนวันคริสต์มาสก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน สำหรับปี 2015 งานนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 4-13 ธันวาคมนี้

2Festival of the Light in OSAKA งานประดับไฟสุดอลังการ

illuminate-festival-kansaiโอซาก้าเป็นเมืองหนึ่งในแถบคันไซที่ป๊อบปูล่าในหมู่นักท่องเที่ยว และแน่นอนว่าในช่วงก่อนขึ้นปีใหม่จะต้องมีเทศกาลประดับไฟสุดอลังการจัดขึ้น ซึ่งนั่นก็คืองาน Festival of the Light in OSAKAงานเทศกาลประดับไฟที่จัดขึ้นประจำปีของโอซาก้า

illuminate-festival-kansaiโดยปีนี้คอนเซปต์ของงานเทศกาลมีชื่อว่า The Museum of Light ภายในงานจะแบ่งโซนจัดงานออกเป็นสองส่วนคือ โซน Mido-suji Illumination และ Osaka Hikari-Renaissance

illuminate-festival-kansaiในส่วนของโซน Mido-suji Illumination นั้นเป็นการประดับไฟตลอดถนนตั้งแต่บริเวณสี่แยก Hanshin-mae ไปจนถึงสี่แยก Namba-Nishiguchi เป็นระยะทางยาวกว่า 4 กิโลเมตร เริ่มเปิดให้ชมเวลา 17.00-23.00 น.

illuminate-festival-kansai

ส่วนโซน Osaka Hikari-Renaissance จะจัดงาน Light Art Festival สุดอลังการขึ้นที่ Osaka City Hall จนถึงบริเวณสวน Nakanoshima โดยสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม ถึง 2 มกราคม (มีช่วงพรีวิวทดลองให้ดูก่อนวันจริงตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 11 ธันวาคม เริ่มเปิดไฟเวลา 18.00 น.)

illuminate-festival-kansaiนอกจากนี้ทุกวันจะมีการแสดง “The Wall Tapestry Lighting Show” ที่บริเวณด้านหน้าทางเข้าหอสมุด Osaka Prefectural Nakanoshima Library โดยวันธรรมดาจะจัดแสดง 4 รอบ ในเวลา 19.00-20.45 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุด จะมี 6 รอบ ในเวลา 18.00-20.45 น.

illuminate-festival-kansaiภายในงานจะมีร้านขายอาหารอร่อย ๆ มากมายซึ่งสามารถซื้อตั๋วที่ชื่อว่า OSAKA Hikari Marche Ticket ในราคา 1,800 เยน เพื่อเลือกกินอาหารที่ถูกใจจากร้านอาหาร 3 ร้าน และเข้าชมการแสดงภาพถ่ายสวย ๆ จากการแสดงโชว์ Wall- Tapestry Lighting Show ได้ด้วย (เข้าชมได้ในเวลา 21.00-21.30 น.) เปิดขายทางเว็บไซต์วันที่ 12 ธันวาคม

illuminate-festival-kansai

ถือว่าเป็นงานประดับไฟที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ เพราะจัดเต็มทั้งแสงสีสุดอลังการจากหลอดไฟดวงเล็ก ๆ นับพันดวง ไหนจะการแสดงสุดประทับใจและร้านค้าอีกมากมาย ลองมาดูสักครั้งรับรองจะประทับใจไม่มีวันลืมกับความสวยงามของงานประดับไฟที่นี่

3Kyoto illumiere งานประดับไฟยิ่งใหญ่ในเกียวโต

illuminate-festival-kansaiKyoto Illumiere คืองานประดับไฟประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน Kyoto โดยปีนี้จัดความอลังการมาในธีม Sky Forest connecting the Ring of light

illuminate-festival-kansai

งานนี้จัดเต็มด้วยแสงสีที่มาจากดวงไฟดวงมากมายหลากสีสัน พิเศษด้วยการแสดงภาพแบบ 3D สุดล้ำ พาให้ตื่นตาตื่นใจราวกับดวงไฟเหล่านั้นมีเวทมนตร์ ซึ่งสร้างสรรค์โดยการออกแบบจากทีมงานอัจฉริยะของดิสนีย์ด้วย!

illuminate-festival-kansaiทีเด็ดของงานประจำปีนี้คือการจัดแสดงแสง Aurora และ 3D projection mapping สุดตระการตา ซึ่งจะมีรอบการแสดงในเวลา 17.30, 18.20, 19.20 และ 20.30 โดยแต่ละรอบใช้เวลาชมไม่เกิน 10 นาที

illuminate-festival-kansaiนอกจากนั้นแล้วภายในงานยังแสดงซุ้มประตูที่ประดับไฟสวย ๆ เอาไว้ แถมด้วยการจุดดอกไม้ไฟชุดใหญ่ในวันสำคัญต่าง ๆ อย่างยิ่งใหญ่อลังการในวันที่ 31 ธันวาคมก่อนวันขึ้นปีใหม่ 14 กุมภาพันธ์วันวาเลนไทน์ และ 14 มีนาคม วันไวท์เดย์

illuminate-festival-kansaiแม้งานประดับไฟที่นี่จะต้องเสียค่าเข้าชมแต่รับรองว่าคุ้มค่า และพิเศษสุดด้วยโปรโมชั่นลดราคาค่าตั๋วหากซื้อตั๋วกับทาง 7-11 ราคาตั๋วของผู้ใหญ่จาก 1,000 เยน จะเหลือเพียง 950 เยน ตั๋วเด็ก 500 เยน เหลือ 480 เยน ส่วนตั๋วสำหรับวันพิเศษ (วันที่ 24-25 ธันวาคม วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดจนถึง 27 ธันวาคม) ที่มีราคาตั๋วแพงกว่าก็จะลดราคาให้ด้วยเช่นกันโดยตั๋วผู้ใหญ่จาก 1,200 เยน เหลือ 1,150 เยน ตั๋วเด็ก 600 เยน เหลือ 580 เยน

illuminate-festival-kansai

การแสดงโชว์และดอกไม้ไฟนั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เพราะฉะนั้นควรเช็คสภาพอากาศใให้ดีก่อนเลือกวันที่จะมานะ แต่ถ้าได้มาแล้วรับรองว่าที่นี่อลังการงานสร้าง สวยสุด ๆ ไม่มีผิดหวัง

4German Christmas Market Osaka งานประดับไฟในตลาดคริสต์มาส !

illuminate-festival-kansaiGerman Christmas Market Osaka จัดขึ้นบนทางเชื่อมของตึก Umeda Sky Building ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในเมือง Umeda โดยงานนี้จัดขึ้นเป็นตลาดแต่เป็นตลาดในธีมคริสต์มาส

osaka_weihnachtsmarkt_2

ภายในงานมีต้นคริสต์มาสสูงใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางและมีบ้านขนมหวานสุดน่ารักที่ประดับไฟไว้อย่างสวยงาม

illuminate-festival-kansai

ร้านค้ามากมายก็มาพร้อมกับของอร่อยไม่ว่าจะเป็น ขนมอบ ไส้กรอก เบียร์เย็น ๆ พาชื่นใจ และร้านค้าขายของที่ระลึกมากมาย

illuminate-festival-kansaiใครที่ชอบเทศกาลวันคริสต์มาสอยากให้ลองมาเที่ยวตลาดธีมแปลกแห่งนี้ในช่วงก่อนวันคริสต์มาสคริสต์มาสดู เพราะจะได้ทั้งชมไฟประดับที่สวยงาม ได้มองวิวสวย ๆ ของเมือง Umeda และอร่อยกับไส้กรอกย่างของที่นี่อีกด้วย

5KOBE ILLUMINAGE : งานประดับไฟธีมสวนสัตว์

illuminate-festival-kansaiอีกหนึ่งงานประดับไฟที่โกเบคืองาน KOBE ILLUMINAGE ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และในปีนี้ได้จัดแสดงไฟที่มีธีมร่วมกับสวนสัตว์ Tennoji เนื่องจากสวนสัตว์แห่งนี้ครบรอบ 100 ปี การประดับไฟในงานส่วนใหญ่จึงเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ

illuminate-festival-kansaiมีการประดับไฟแบบ 3D รูปร่างสัตว์หลากหลายชนิดไว้รอบงานอย่างสร้างสรรค์

illuminate-festival-kansaiในงานนี้นอกจากจะมีการประดับไฟที่สวยงามแล้วยังมีโชว์สนุก ๆ ให้ดูอีกด้วย ในปีนี้เป็นโชว์ที่มีชื่อว่า Light of Monkey Show ใครสนใจอยากจะมางานประดับไฟที่นี่ สามารถจองตั๋วล่วงตามร้านสะดวกซื้อที่ญี่ปุุ่นหรือในหน้าเว็บไซต์ http://jia-or.jp/ticket/entry (สามารถปรับเป็นภาษาอังกฤษได้) อย่าลืมลองมาชมงานประดับไฟประจำปีในโกเบที่นี่กันให้ได้นะ

เก็บเมลอน กินแบบไม่อั้นกันเถอะ !

การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลทั้งสี่ในประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีผลไม้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูร้อนจะมีเมลอน ซึ่งหาทานสายพันธุ์ต่างๆได้ทั่วประเทศ เมื่อเทคโนโลยีการปลูกในเรือนกระจกเข้ามามีส่วนในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ญี่ปุ่นเริ่มต้นการเพาะปลูกเมลอนอย่างจริงจัง การปรับแต่งสายพันธุ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ได้เมล่อนที่มีคุณภาพสูงเช่นในปัจจุบัน

 

ในญี่ปุ่น มีฟาร์มที่เราสามารถสัมผัสประสบการณ์ “เก็บเมลอน” จากต้นในฟาร์ม และ เพลิดเพลินไปกับการกินเมลอนแบบไม่อั้นได้หลายแห่ง (ส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำการจองและยืนยันล่วงหน้า) ฤดูร้อนปีนี้ ไปสนุกกับ เมลอนของญี่ปุ่นที่หวานฉ่ำกันเถอะ!

จังหวัดวะกะยะมะ (Wakayama) : Muskmelon

melon-01
melon-02

จังหวัดวะกะยะมะ (Wakayama) มีสภาพอากาศอบอุ่น ขึ้นชื่อว่าเป็น “อาณาจักรผลไม้” เนื่องจากปลูกผลไม้อยู่มากมายหลายชนิด ความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินที่นี่ถือว่าเป็นระดับชั้นนำของประเทศ ไม่ว่าจะฤดูไหน ก็สามารถเพลิดเพลินกับผลไม้สดที่เป็นผลผลิตท้องถิ่นได้ และในเดือนกรกฎาคม ถึงสิงหาคม ที่เป็นฤดูของเมลอน กิจกรรมการเก็บเมลอน จะถูกจัดขึ้นในหลายๆฟาร์ม เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสำหรับการพักผ่อนและท่องเที่ยว

เก็บผลไม้ที่จังหวัดวะกะยะมะ (ภาษาอังกฤษ)

สถานที่: ฟาร์มคิโนะคุนิ เมืองโกโบ(Kinokuni Farm, Gobo city)
ที่อยู่ : 1335-4 Ueno, Nadacho, Gobo-shi, Wakayama
การเดินทาง : 15 นาที ด้วยรถยนต์จาก Gobo IC
จากสถานี Shin-Osaka ขึ้นรถไฟ JR Limited Express Kuroshio ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที มาลงที่สถานี Gobo และขึ้นรถบัส Gobonankai สาย Inami ใช้เวลาประมาณ 20 นาที มาลงที่ป้าย Teramachi ซึ่งสวนอยู่ใกล้ป้ายรถเมล์
ฤดูกาล : ปลายเดือนมิถุนายน – ปลายเดือนสิงหาคม
ค่าเข้า : [เก็บ] 1,800 เยน + เมลอน 1 ลูก (ไม่รวมที่กินไม่อั้น)
[กินไม่อั้น] ผู้ใหญ่ 1,500 เยน / เด็ก 1,200 เยน
※ ต้องจองล่วงหน้า
สถานที่: อันจิน เมืองฮิดะคะงะวะ (Anchin, Hidakagawa Town)
ที่อยู่: 1745-3 Kanemaki, Hidaka-gawa-cho, Hidaka-gun, Wakayama
การเดินทาง : 10 นาที ด้วยรถยนต์จาก Kawabe IC หรือ Gobo IC
จากสถานี Shin-Osaka ขึ้นรถไฟ JR Limited Express Kuroshio ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 50 นาที มาลงที่สถานี Gobo และเปลี่ยนเป็นสาย Kisei ใช้เวลา 2 นาที มาลงที่สถานี Dojoji และเดินต่อ 3 นาที
ฤดูกาล : ปลายเดือนมิถุนายน – สิงหาคม
ค่าเข้า : [เก็บ] 1,200 เยน (รวมชิมชิ้นเล็ก)
[กินไม่อั้น] 2,500 เยน (รวมเมลอนสำหรับกลับบ้าน)
※ ต้องจองล่วงหน้า

จังหวัดชิซุโอกะ (Shizuoka) : Muskmelon

melon-03

Izu Fruit Park เมืองมิชิมะ (Mishima) จังหวัด ชิซุโอกะ (Shizuoka) เป็นสวนผลไม้ ที่สามารถเก็บผลไม้ทานได้ตลอดทั้งปี มีทั้งร้านอาหารขนาดใหญ่ โรงงานชีสเค้ก รวมไปถึงการเดินชมโรงงานข้าวเกรียบกุ้ง และยังมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจำหน่าย เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนจะมีกิจกรรมเก็บเมลอนเนื้อแน่น ที่มีรสหวานสุดๆ ให้กินได้แบบไม่อั้นด้วย

สถานที่: Izu Fruit Park
ที่อยู่: 181-1 Tsukaharashinden, Mishima-shi, Shizuoka
การเดินทาง : จากสถานี Tokyo นั่ง Tokaido / Sanyo Shinkansen ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงไปลงที่สถานี Mishima จากนั้นขึ้นแท็กซี่ หรือ รถบัสโทไค ใช้เวลา 15 นาที มาลงที่ Izu Fruit park
ฤดูกาล : เดือนมิถุนายน – กันยายน
ค่าเข้า : เก็บเมลอน + กินเมลอนได้ไม่อั้น
ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,654 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 2,268 เยน
ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,024 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 1,728 เยน
ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. เด็กประถม-ผู้ใหญ่ 3,348 เยน เด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ถึง ต่ำกว่าชั้นประถม 2,052 เยน
ทั้งแบบเก็บเมลอน และแบบกินได้ไม่อั้น จำเป็นต้องจองล่วงหน้า
จังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) : Yubari melon
melon-04

ยูบะริเมลอน (Yubari melon) คือ เมลอนเนื้อสีส้มที่ปลูกในเขตยูบะริ (Yubari) ห่างจากใจกลางเมืองซัปโปโร (Sapporo) 40 กิโลเมตร และจากสนามบินชินชิโตเซะ (Shin Chitose Airport) 40 กิโลเมตร มีลักษณะเด่นคือความหวานจัดและความฉ่ำ เนื่องจากการผลิตมีจำกัด ทำให้ไม่สามารถเก็บยูบะริเมลอนแบบไม่อั้นได้ แต่ในเมืองใกล้กันอย่างฟุระโนะ (Furano) เราสามารถกินยูบะริเมลอนเท่าไรก็ได้ไม่จำกัด แนะนำให้ไปลองสักครั้ง

สถานที่ที่สามาถทั้งชิมและกินเมลอนแบบไม่อั้นได้

สถานที่: Yubari resort “Lupinus Restaurant” บุฟเฟต์มื้อเที่ยง
ที่อยู่ : 2nd floor, Hotel Mount Racey, 2-4 Suehiro Yūbari-shi, Hokkaido
การเดินทาง : จากสถานี New Chitose Airport ขึ้นรถไฟ JR สาย Rapid Airport ปลายทางซัปโปโร ใช้เวลา 3 นาที มาลงที่สถานี Minami-Chitose และเปลี่ยนเป็นสาย Sekishō ใช้เวลา 110 นาที มาลงที่สถานี Yubari สถานีเชื่อมต่อถึงเลย
ฤดูกาล : 15 มิถุนายน – 31 สิงหาคม 2016
เวลาทำการ : 11.30 – 13.00 น. (วันธรรมดา) 11.30 – 14.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด) ไม่ต้องจองล่วงหน้า
ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 3,025 เยน เด็ก 2,420 เยน เด็กเล็ก 1,080 เยน

 

เตรียมตัวเดินทางไปญี่ปุ่น กันเลย

เตรียมตัวเดินทางไปญี่ปุ่น

 สภาพภูมิอากาศ
มี 4 ฤดูหลัก ที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ

  • ฤดูใบไม้ผลิ : (มีนาคม-พฤษภาคม) อากาศอบอุ่น อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 13-25 องศาเซลเซียส
  • ฤดูร้อน : (มิถุนายน-สิงหาคม) อากาศร้อนชื้นโดยมีช่วงฤดูฝนสั้น ๆ ประมาณ 1 เดือน ในช่วงต้นฤดู อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 30-35 องศาเซลเซียส
  • ฤดูใบไม้ร่วง : (กันยายน-พฤศจิกายน) อากาศอบอุ่น โดยมีพายุไต้ฝุ่นมากในช่วงเดือนกันยายน อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 22-27 องศาเซลเซียส
  • ฤดูหนาว : (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) อากาศหนาว มีหิมะตกมากทางภาคเหนือของประเทศและฝั่งทะเลญี่ปุ่น ส่วนทางใต้และฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก อากาศจะอบอุ่นกว่า อุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 05-07 องศาเซลเซียส

 เวลา
ประเทศญี่ปุ่นเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง

 ภาษา
ประชากรญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาหลัก ส่วนภาษาอังกฤษตามสถานที่สำคัญ เช่น โรงแรม, สนามบิน, สถานที่ท่องเที่ยว หรือ ตาม เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลท่องเที่ยวสามารถพูดภาษาอังกฤษได้

 การแต่งกาย  
เสื้อแขนยาว รองเท้าสวมใส่สบาย, ถุงเท้า. ครีมทาผิว ลิปมัน, หมวก, ร่ม (อุปกรณ์กันหนาว)

 กระเป๋าเดินทาง 
กระเป๋าใบใหญ่ (ควรมีล้อลาก/เข็นได้) ที่จะบรรทุกใส่ใต้ท้องเครื่องบิน น้ำหนักไม่เกินท่านละ 20 กิโลกรัม (หากน้ำหนักเกิน ทางสายการบินอาจจะเรียกเก็บค่าระวางเพิ่มได้) ควรใส่กุญแจอย่างหนาแน่น

 ยารักษาโรค 
ท่านที่มีโรคประจำตัว กรุณาน้ำยาติดตัวไปด้วย และกรุณาแจ้งหัวหน้าทัวร์ทราบด้วย

 เงินตรา
สกุลเงินญี่ปุ่น คือ เงินเยน ในท้องตลาดใช้ได้แต่เงินเยนเท่านั้น ดอลล่าร์สหรัฐแลกได้ตามธนาคาร และโรงแรม อัตราแลกเปลี่ยน 100 เยน = ประมาณ 36-38 บาท (ข้อมูลจาก ธนาคารกรุงเทพ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2553)

ธนบัตร ประกอบด้วย ธนบัตรใบละ 1,000 2,000 , 5,0000 , 10,000 เยน
เงินเหรียญ ประกอบด้วย 1 , 5 , 10 , 50 , 100 , 500 เยน
บัตรเครดิต ใช้ได้โดยทั่วไปในตัวเมือง โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า, ร้านค้า และร้านอาหารใหญ่ๆ

 ระบบไฟฟ้า
ญี่ปุ่น ใช้กระแสไฟฟ้า แบบ 110 V. (ไม่เหมือนประเทศไทย) ปลั๊กเสียบเป็นแบบ ขาแบน 2 ขา ฉะนั้นท่านที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น กล้องวิดิโอ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องเป่าผม ควรมีปลั๊กแบบใช้ได้ทั่วโลก (Universal Adaptor) ติดตัวไปด้วย เพื่อความสะดวกของท่านกรุณาเตรียม ฟิล์มถ่ายรูป, แบตเตอร์รี่ ไปให้เพียงพอจากประเทศไทย

ตัวอย่างปลั๊กไฟในญี่ปุ่น

 ฟิลม์และกล้องถ่ายรูป
ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

 การใช้โทรศัพท์
บัตรโทรศัพท์มีขายทั่วไปตามเคาน์เตอร์โรงแรม, ซุปเปอร์มาร์เก็ต และสถานที่ท่องเที่ยว ราคาเริ่ม 1,000 เยน
วิธีโทรกลับประเทศไทย
กรุงเทพฯ : กด 001-010-662 ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์เจ็ดหลัก
ต่างจังหวัด : กด 001-010-66 ตามด้วยรหัสเมืองโดยตัดศูนย์ออก-หมายเลขโทรศัพท์หกหลัก
โทรภายในญี่ปุ่น : กด รหัสเมือง / มือถือ ตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์

สิ่งที่ควรทราบ : เหตุฉุกเฉินติดต่อหมายเลข ตำรวจหมายเลข 110 / ดับเพลิง, รถพยาบาล 119 หน่วยงานตำรวจให้ข่าวสารภาษาอังกฤษทั่วไป 3501-0110 / แจ้งของหาย-รับของหายคืน 03-3814-4151 ในกรณีฉุกเฉิน ท่านใช้โทรศัพท์โดยไม่ต้องหยอดเหรียญ 10 เยน ที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะ เพียงแต่กดปุ่มสีแดงที่เครื่องโทรศัพท์ก่อนหมุนเรียก, หากท่านต้องการแพทย์หรือปฐมพยาบาล โปรดติดต่อโรงแรมที่เคาน์เตอร์รับแขกด้านหน้า

 การให้ทิป
การให้ทิปในต่างประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทาง

 อาหารการกิน
อาหารญี่ปุ่นเป็นที่นิยมและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ในด้านความสดอร่อย และความสวยงามในการตกแต่ง รวมทั้งความหลากหลาย อาหารที่เป็นที่นิยมของที่นี่ ได้แก่ โอโคโนมิยากิ หรือ พิซซ่าญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดชิมเมื่อมาเยือนฮิโรชิมา รวมทั้งร้านราเมนต่างๆ ที่เปิดจนดึกดื่น และหอยนางรมที่ขึ้นชื่อมานานนับศตวรรษ โดยสามารถหารับประทานได้เฉพาะช่วงฤดูหนาว สำหรับน้ำดื่ม น้ำประปาของประเทศญี่ปุ่นสะอาดและสามารถดื่มได้ทุกแห่ง

 รายการช้อปปิ้ง
เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์, กล้องถ่ายรูป, แว่นตา, นาฬิกา, เครื่องสำอาง, ชาเขียว, ชุดยูคาตะ เป็นต้น

 ช่วงเวลาเปิด-ปิดร้าน  
ร้านค้าโดยทั่วไปเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 – 20:00 นาฬิกา
ห้างสรรพสินค้าจะปิดทำการในวันธรรมดา 1 วันต่อสัปดาห์ วันหยุดของห้างจะไม่ตรงกันทุกห้าง โปรดสังเกตว่าห้างสรรพ สินค้ามักจะปิดเร็วกว่าร้านค้าอื่นๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง (ราวๆ 19:00 นาฬิกา)
สินค้าที่น่าซื้อ : เครื่องใช่ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์, กล้องถ่ายรูป,แว่นตา, นาฬิกา, เครื่องสำอาง, ชาเขียว, ชุดยูคาตะ เป็นต้น

 สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

  • พระราชวังอิมพีเรียล
  • อาซากุสะ (Asakusa)
  • ชินจูกุ (Shin-juku)
  • กินซ่า (Ginza)
  • ชิบุยะ (Shibuya)
  • ฮาราจูกุ (Harajuku)
  • Rainbow Bridge
  • Tokyo Disneyland
  • ภูเขาไฟฟูจิ

 เทศกาลสำคัญ

  • เทศกาลปีใหม่ : เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานโมจิ หรือซุปโมจิ และจะไปไหว้พระขอพรที่วัด หลังจากนั้นก็จะนำต้นไม้ชื่อมัทซึ มาวางไว้ที่หน้าบ้านเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว และประดับด้วยไม้ไผ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงความซื่อตรง ซื่อสัตย์ เหมือนลำไผ่ และความอ่อนน้อมแต่แข็งแรงเหมือนต้นไผ่ซึ่งทนทานต่อสภาพอากาศ
  • เทศกาลเซ็ตสึบุน : ชาวญี่ปุ่นจะนำถั่วแดงโปรยในบ้านและบริเวณนอกบ้านเพื่อไล่สิ่งไม่ดีออกจากบ้าน และให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในบ้าน หลังจากนั้นก็จะรับประทานเมล็ดถั่วแดงจำนวนเท่ากับอายุของตนเอง เพราะเชื่อว่ารับประทานแล้วจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง
  • เทศกาลวันเด็กผู้หญิง หรือ “ฮินะมัทสึริ” : บ้านที่มีบุตรสาวจะนำตุ๊กตามาตั้งไว้ในบ้านเพราะเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสุข
  • เทศกาลวันเด็กผู้ชาย : คือวันที่ 5 พฤษภาคม เทศกาลนี้จัดขี้นสำหรับเด็กผู้ชายเท่านั้น บ้านไหนที่มีลูกชายจะประดับว่าวปลาคาร์ฟยาว 1-2 เมตรให้ปลิวไสวตามจำนวนบุตรชาย ในบ้านมีการจัดพิธีบูชาตุ๊กตานักรบ ซึ่งประกอบด้วยเสื้อเกราะ หมวกเกราะหรือที่เรียกว่า “โกะงัสสึ นิงเงียว”เพื่ออธิษฐานขอให้บุตรชายที่รักมีสุขภาพแข็งแรง ไร้โรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ยังมีการใช้ดอกโชบุและดอกคะชิวะและโมะติ ประดับไว้กับตุ๊กตานักรบที่ชื่อว่า Kabuto และมีการดื่มสาเกฉลองเช่นเดียวกับเทศกาลวันเด็กผู้หญิง
  • เทศกาลโอะฮานามิ (Ohanami) : เป็นเทศกาลชมดอกซากุระ จัดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน-กลางเดือนเมษายน เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ชาวญี่ปุ่นจะพากันออกมาชมความงามของดอกซากุระ ซึ่งพร้อมใจกันบานสะพรั่งรับฤดูใบไม้ผลิเป็นสีชมพูตลอดทาง
  • เทศกาลหิมะ Snow Festival : จัดที่ Sapporo ทุกเดือนกุมภาพันธ์ อากาศที่หนาวเย็น ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมุ่งหน้าสู่เมืองซับโปโร บนเกาะฮอกไกโด เพื่อร่วมสนุกสนานกับเทศกาลหิมะ

 ตรวจคนเข้าเมืองและด่านศุลกากร 
เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น จะพิจารณาให้เฉพาะ “นักท่องเที่ยว” ที่มาเที่ยวโดยสุจริตเท่านั้น ! ที่ผ่านเข้าเมืองได้และอาจต้องพิจารณาประกอบกับหลักฐานเพิ่มเติม อาทิ บัตรประชาชน, บัตรพนักงาน หรือเครดิตการ์ด เป็นต้น
การนำเข้าสิ่งของโดยปลอดภาษี … ทางด่านศุลกากรอนุญาตให้นำเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ 3 ขวด, บุหรี่ 400 มวน, ยาสูบ 500 กรัม หรือซิการ์ 100 มวน , น้ำหอม 2 ออนซ์, ของกำนัลตลอดจนของที่ระลึก มูลค่าไม่เกิน 2แสนเยน มิฉะนั้น ต้องเสียภาษี (สำหรับบุคคลที่อายุยังไม่ถึง 19ปี และอายุเพียง 19 ปี ไม่อนุญาตให้นำเข้าบุหรี่หรือเครื่องดื่มมีแอลกอฮอร์) ส่วนระเบียบเกี่ยวกับอนามัยพืช ผลไม้ อาหารต่างๆ ห้ามนำเข้าทั้งสิ้น !!!

 กรมการตรวจคนเข้าเมืองประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มใช้ระบบใหม่ ในการตรวจคนเข้าเมือง ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 ตามขั้นตอนดังนี้

1. เมื่อเดินทางถึงประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่จะอ่านบันทึกลายนิ้วมือด้วยอุปกรณ์พิเศษ
2. พร้อมถ่ายรูปหน้าตรง
3. จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะทำการพิจารณา และซักถามข้อมูล

** ในกรณีชาวต่างชาติซึ่งไม่อยู่ตามเงื่อนไขที่ได้รับการยกเว้นการตรวจสอบดังกล่าวข้างต้น และหากปฏิเสธการอ่านลายนิ้วมือพร้อมการถ่ายรูปแล้ว เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้ผู้นั้นเข้าประเทศญี่ปุ่นและผลักดันให้กลับประเทศ **

 

 

ยกเว้นสำหรับชาวต่างชาติที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ข้างล่างนี้

1. บุคคลที่ได้รับอนุญาตให้พำนักถาวรเป็นกรณีพิเศษ
2. บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี
3. บุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่โดยได้รับการรับรองสถานภาพการพำนักในฐานะนักการทูตและข้าราชการ
4. บุคคลที่ได้รับการเชิญจากหน่วยงานราชการในประเทศญี่ปุ่น
5. บุคคลที่ได้รับการพิจารณาว่ามีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับบุคคลในข้อ(3)และ(4) ตามกฎระเบียบกระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่น

ผู้โดยสารกรุณาเตรียมสัมภาระก่อนเดินทางออกจากสนามบินทั้งไทย และญี่ปุ่น

1. นำสัมภาระที่เป็นของเหลวใส่ในกระเป๋าใบใหญ่เพื่อ Load ขึ้นเครื่อง
2. ของเหลวที่อนุญาตให้ถือขึ้นเครื่อง ได้แก่ ยา,นมสำหรับเด็กทารก,ครีม หรืออื่นๆที่จำเป็นระหว่างการเดินทาง (ต้องบรรจุถุงพลาสติก เตรียมไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจ)
3. กรุณาถอดเสื้อคลุม และอุปกรณ์อิเลคทรอนิก ทุกชนิด ใส่ถาดเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยก่อนขึ้นเครื่อง

 *** หมายเหตุ กรณีที่จำเป็นต้องนำของเหลวถือขึ้นเครื่อง ***

– กรุณานำของเหลวบรรจุใส่ถุงพลาสติกใสสามรถเปิดปิดถุงได้ ขนาด 20*20 เซนติเมตร เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
– ของเหลวแต่ละชนิดมีขนาดไม่เกิน 100 มิลลิลิตร หรือ น้อยกว่า (น้ำหนักรวมไม่เกิน 1 ลิตร)
– ถุงพลาสติกใสที่บรรจุของเหลวสามารถถือขึ้นเครื่องได้ 1 ท่านต่อ 1 ใบเท่านั้น

 

ไป ญี่ปุ่น เเล้ว ต้องเเวะไป เก็บสตรอเบอรี่

Strawberry


  ความสนุกในการเก็บสตรอเบอรี่นั้น คือการที่ได้มีโอกาส เลือกและลิ้มรส ลูกสตรอเบอรี่สดๆ อันแสนหอมหวานจากต้น!! ซึ่งฤดูกาลเก็บสตรอเบอร์รี่ที่สนุกสนานเพลิดเพลิน จะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงประมาณเดือนพฤษภาคม ถ้าซื้อที่ซุปเปอร์มาร์เกตราคาจะค่อนข้างแพง เราจะแนะนำถึงวิธีที่ทั้งสนุกและสามารถเลือกสตรอเบอร์รี่สดใหม่ได้ด้วยตัวเอง และทานได้แบบไม่อั้น ทำให้ทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจ

เกร็ดน่ารู้ในการเก็บสตรอเบอรี่

วิธีเลือกสตรอเบอรี่นั้น ให้เลือกดูว่าที่บริเวณปลายก้านนั้นเป็นสีแดงหรือไม่ และถ้าผลสตรอเบอรี่มีสีแดงสด สมํ่าเสมอออกมาตั้งแต่ข้างในละก็ จะดีเยี่ยม!!

ช่วงเวลาในการเก็บสตรอเบอรี่ จะเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมในแถบคิวชู ไปจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคมในแถบคันโต และฮอกไกโดในช่วงเดือนกรกฏาคม
ค้นหาเคล็ดลับสตรอเบอร์รี่แสนอร่อยและกฎระเบียบ!
   เข้าไปในเรือนกระจกแล้วอยากทานทันที! จริงๆแล้วแนะนำให้เดินสำรวจดูรอบๆก่อน ถึงแม้ว่าจะมีเวลาทานไม่อั้นในฟาร์มแค่30นาทีแต่ ถ้าเรารีบร้อนบางทีเราอาจจะเจอสตรอเบอร์รี่ที่ยอดเยี่ยมเมื่อเราอิ่มไปแล้วก็ได้ ดังนั้นนี่จึงเป็นการแนะนำและกฎในการค้นหาสตรอเบอร์รี่แสนอร่อย

หาผลที่สุกคือความสุขในการเก็บสตรอเบอร์รี่ ! บางคนก็เคยมีประสบการณ์ สตรอเบอร์รี่ที่ซื้อมาบางครั้งก็แดงแต่ไม่หวาน นั้นคือสตรอเบอร์รี่ที่ไม่สุกจริง หลังการเก็บแล้วต้องเว้นช่วงเพื่อเพิ่มความหวาน ผลสตรอเบอร์นี่จะนิ่มขึ้นและเป็นสีแดงที่อุณหภูมิห้องหลังการเก็บเกี่ยว แต่ความหวานจะไม่เพิ่มขึ้นในทางกลับกันผลที่แดงก่อนเก็บจะหวานกว่า !
• สีสดใส • ผลมีจุดเรียงอย่างสวยงาม • ผลขนาดเล็กสีแดงสดใสจะมีความหวานกว่า • มีกลิ่นหอมมาก • แดงเสมอกันทั้งลูกถึงใต้กลีบเลี้ยง (ไม่มีส่วนสีขาว) • มีรอยแตก (ใกล้กลีบเลี้ยง)

• ทานได้ประมาณเท่าไร ?
ผู้ใหญ่1คนทานได้ประมาณ 30-40 ผล ถึงแม้ว่าเป็นแบบกินเท่าไรก็ได้ แต่ก็ไม่ใช้การแข่งกิน สิ่งสำคัญอยู่ที่ ค่อยๆกินสตรอเบอร์รี่ที่ได้รับการดูแลมาอย่างดี ดังนั้นเราควรทานให้อิ่มอย่างเรียบร้อย

• เพลิดเพลินกับทุกประเภท
ภายในสวนจะมีหลายสายพันธุ์รอให้เราไปเก็บอยู่ บางครั้งเราอาจจะอยากเก็บผลที่มีขนาดใหญ่ แต่จริงๆแล้วลูกเล็กๆ แดงๆ ก็มีความหวานไม่แพ้กัน

• ต้องล้างสตรอเบอร์รี่ก่อนไหม?
กล่าวกันกันว่าถ้านำสตรอเบอร์รีมาล้างจะทำให้รสชาติจางลง สตรอเบอร์รี่ปลูกขึ้นในลักษณะที่สามารถเก็บแล้วทานได้เลย แต่บางสวนก็เตรียมถ้วยกระดาษใส่น้ำสำหรับล้างไว้ให้ท่านที่อยากจะล้างก่อนทานด้วย

• เคล็ดลับในการกินให้อร่อย
ส่วนปลายของสตรอเบอร์รี่เป็นส่วนที่มีระดับน้ำตาลมากที่สุด โดยเฉพาะลูกใหญ่ๆ เราควรเด็ดขั้วทิ้งแล้วทานจากขั้วไปจนสุดปลาย จึงจะได้รับความอร่อยอย่างเต็มที่

• วิธีการทานกับนมข้น?
ถึงแม้การทานกับนมข้นจะทำให้หวานอร่อยขึ้นแต่ในตอนแรกเราควรทานแบบลิ้มรสความหวานของสตรอเบอร์รี่อย่างเดียวก่อน พอเริ่มอิ่มแล้วเราก็ทานกับนมข้นหวานเพื่อที่จะสนุกกับการเปลี่ยนรสชาติ

• ห้ามนำกลับ
เราสามารถทานเท่าไรก็ได้ในเรือนกระจกแต่ห้ามนำออกมา! ท่านสามารถซื้อสตรอเบอร์รี่กลับไปทานต่อได้

Tochi Otome

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีเมล็ดใหญ่, เปรี้ยวน้อย และเป็นที่นิยมในเขตคันโต
Fusanoka

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีถิ่นกําเนิดในชิบะ มีความหวานมาก และมีกลิ่นหอมคล้ายๆกับลูกพีช
Akihime

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีขนาดแบน ยาว รสชาติไม่ค่อยเปรี้ยวมาก แต่จะค่อนข้างหวาน
Sachi noka

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีเมล็ดที่ใหญ่ ค่อนข้างแข็ง และมันวาว รสชาติหวาน ปนเปรี้ยวเล็กน้อย
Beni Hoppe

เป็นสตรอเบอรี่ ที่มีความหมายว่า สตรอเบอรี่แก้มแดง ซึ่งมีเมล็ดค่อนข้างใหญ่
Ama Ou

เป็นสตรอเบอรี่ที่มีเมล็ดค่อนข้างใหญ่ มีกลิ่นหอม มีปริมาณนํ้าตาลสูง

 

  ข้อควรระวังในการเก็บผลสตรอเบอรี่
ไม่ควรจับ หรือเด็ดสตรอเบอรี่ อย่างรุนแรง
ไม่เหยียบ หรือจับบิดงอผลสตรอเบอรี่
ไม่นําผลสตรอเบอรี่ออกนอกสวน
ไม่ควรรังแก หรือทําร้ายน้องผึ้งที่อยู่ในสวน